BLOG

ภาษีผักกระป๋องแคนาดา 10% ที่ผู้ส่งออกไทยต้องเช็กก่อนส่งล็อตถัดไป

ภาษีผักกระป๋องแคนาดา surtax 10% กระทบผู้ส่งออกไทย

ถ้าคุณส่ง ผักกระป๋องไปแคนาดา อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ข้าวโพดกระป๋อง ถั่วกระป๋อง หรือผักรวม มีเรื่องที่ต้องรู้ก่อน ที่ล็อตถัดไปจะออกเดินทาง เพราะตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2569 แคนาดาเริ่มเก็บ ภาษีผักกระป๋องแคนาดา เพิ่มอีก 10% ในรูปแบบ surtax ชั่วคราว และไทยอยู่ในรายชื่อประเทศที่ถูกบังคับใช้ด้วย ไม่ใช่ข่าวที่ฟังแล้วผ่านไปได้ เพราะมันกระทบ landed cost โดยตรง

ภาษีผักกระป๋องแคนาดา 10% นี้คืออะไร และทำไมถึงเกิดขึ้นตอนนี้

กระทรวงการคลังแคนาดา ประกาศ surtax ชั่วคราว อัตรา 10% สำหรับผักกระป๋องนำเข้า โดยให้เหตุผลว่า ปริมาณนำเข้าพุ่งขึ้นเร็วผิดปกติ และกำลังกระทบ ผู้ผลิตในประเทศอย่างหนัก มาตรการนี้ มีกำหนดสูงสุดไม่เกิน 200 วัน และออกมาก่อนที่ Canadian International Trade Tribunal หรือ CITT จะสรุปผลการไต่สวน ซึ่งมีกำหนดเสร็จในเดือนกันยายน 2569

สาเหตุหนึ่งที่แคนาดาเร่งออกมาตรการ คือเรื่อง trade diversion หรือการเบี่ยงทิศทางสินค้า เมื่อสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีสูง สินค้าจากหลายประเทศ ที่เคยมุ่งไปสหรัฐฯ ก็หันมาเทขายในแคนาดาแทน ตัวเลขจาก Statistics Canada บอกว่า การนำเข้าผักกระป๋องจากไทย เพิ่มขึ้นถึง 179% ในช่วงที่ผ่านมา ตัวเลขนี้ทำให้ไทย กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุด

สินค้าที่ถูกครอบคลุมในมาตรการนี้ ได้แก่ ข้าวโพดกระป๋อง ถั่ว peas ถั่วแขก green beans และ wax beans ผักรวม peas กับแครอท และผักรวมถั่วขาว ถั่วแดง ถั่ว pinto และ chickpeas ถ้าสินค้าของคุณ ตรงกับรายการเหล่านี้ ต้องเช็กทันทีว่า HS code ที่ใช้อยู่ ตรงกับที่แคนาดาระบุหรือไม่

ประเทศไหนได้รับการยกเว้น และไทยอยู่ตรงไหน

มาตรการนี้ ยกเว้นไม่บังคับใช้กับสินค้าจาก สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก อิสราเอล ชิลี และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่ได้รับสิทธิพิเศษจากแคนาดา ส่วนไทย อิตาลี จีน เปรู ตุรกี และเวียดนาม อยู่ในกลุ่มที่ถูกบังคับใช้ด้วย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ คำว่า “กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่ได้รับสิทธิพิเศษจากแคนาดา” นั้น ไทยอาจเข้าข่ายหรือไม่เข้าข่าย ขึ้นอยู่กับ สถานะ GSP ของไทยในสายตาแคนาดา ณ ปัจจุบัน ซึ่งตรงนี้ ต้องเช็กกับ customs broker ที่แคนาดาโดยตรง ไม่ควรสรุปเองจากบทความใดบทความหนึ่ง เพราะถ้าเข้าใจผิด แล้วไม่ได้เตรียมค่าภาษีไว้ ผู้นำเข้าปลายทาง จะเป็นคนจ่ายแทนก่อน และมาเรียกเก็บคืนจากคุณทีหลัง

ผลกระทบต่อ landed cost คิดคร่าวๆ อย่างไร

ถ้าสินค้าของคุณ ถูกบังคับใช้ surtax 10% จริง ให้ลองคิดแบบนี้ก่อน สมมติราคา FOB ของผักกระป๋อง อยู่ที่ประมาณ 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน พอรวมค่าระวาง ค่าประกัน และภาษีนำเข้าปกติแล้ว landed cost ที่แคนาดา อาจอยู่ที่ประมาณ 1,100–1,200 เหรียญต่อตัน ถ้าบวก surtax 10% เพิ่มเข้าไปอีก ตัวเลขนั้น จะขยับขึ้นอีกราว 110–120 เหรียญต่อตัน ซึ่งถ้าคุณขายในตลาดที่แข่งกันด้านราคา margin บางอยู่แล้ว ตัวเลขนี้ กระทบได้มากกว่าที่คิด

สิ่งที่ควรทำทันที คือนั่งคำนวณ landed cost ใหม่ พร้อมกับ surtax 10% แล้วดูว่า ราคาที่ตกลงกับ buyer ไว้ ยังทำกำไรได้อยู่ไหม ถ้าไม่ได้ ต้องคุยกับ buyer ก่อนที่สินค้าจะออกเดินทาง ไม่ใช่หลังจากสินค้าถึงท่าแล้ว

เอกสารและ HS code ที่ต้องเช็กก่อนส่ง

มาตรการ surtax แบบนี้ มักระบุสินค้าที่ถูกครอบคลุม ผ่าน HS code เฉพาะ ซึ่งแคนาดาจะประกาศใน Canada Gazette หรือประกาศทางการของกระทรวงการคลัง ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่า HS code ของสินค้าคุณ อยู่ในรายการที่ถูกเก็บ surtax หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ควรเช็ก

  • HS code ที่ใช้ในการส่งออก ตรงกับที่แคนาดาระบุในประกาศ surtax หรือไม่ ต้องเทียบกับ Canadian Customs Tariff ฉบับล่าสุด
  • Certificate of Origin ต้องระบุแหล่งกำเนิดสินค้าถูกต้อง เพราะมาตรการนี้ แยกตามประเทศต้นทาง
  • Commercial Invoice ต้องแสดงราคา FOB หรือ CIF ที่ชัดเจน เพราะฐานในการคำนวณ surtax อาจอิงจากมูลค่าสินค้า
  • Packing List ต้องระบุชนิดผักกระป๋องให้ชัด เพราะบางรายการ อาจอยู่ในข้อยกเว้น
  • Health Certificate หรือ Phytosanitary Certificate ถ้า buyer ปลายทาง ต้องการเพิ่มเติม ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า
  • คำถามที่ต้องถาม customs broker ที่แคนาดา ว่าสินค้าของคุณ เข้าข่าย surtax หรือไม่ และมีช่องทางยื่นขอยกเว้นได้หรือเปล่า
  • ติดตาม Canada Gazette เพื่อดูว่า มีการแก้ไขรายการสินค้า หรือเงื่อนไขยกเว้นเพิ่มเติมหรือไม่ ในช่วง 200 วันที่มาตรการมีผล

คุยกับ buyer ปลายทางอย่างไร เมื่อต้นทุนเปลี่ยน

ถ้าคุณมี buyer ที่แคนาดาอยู่แล้ว และกำลังจะส่งล็อตใหม่ สิ่งที่ควรทำก่อน คือแจ้ง buyer ให้รู้ว่า มีมาตรการ surtax ใหม่เกิดขึ้น และกำลังตรวจสอบว่า สินค้าของคุณ เข้าข่ายหรือไม่ อย่ารอให้สินค้าถึงท่าแล้วค่อยคุย เพราะถ้า buyer ไม่ได้เตรียมงบไว้ เขาอาจปฏิเสธการรับสินค้า หรือเจรจาลดราคาย้อนหลัง ซึ่งคุณจะเสียเปรียบมาก

ประเด็นที่ควรคุยกับ buyer ได้แก่ ใครเป็นคนรับผิดชอบค่า surtax ระหว่างคุณกับ buyer ถ้า Incoterms ที่ใช้อยู่เป็น FOB buyer จะเป็นคนจ่ายที่ปลายทาง แต่ถ้าเป็น DDP หรือ DAP คุณอาจต้องรับภาระนั้นแทน ต้องเช็ก Incoterms ในสัญญาให้ชัดก่อน

จังหวะเวลาของการส่งสินค้า สำคัญกว่าที่คิด

มาตรการนี้ มีผลตั้งแต่ 19 มิถุนายน 2569 ถ้าสินค้าของคุณ ออกเดินทางก่อนวันนั้น และถึงท่าแคนาดาหลังวันนั้น ต้องเช็กว่า วันที่ใช้ในการคำนวณภาษี คือวันที่สินค้าออกจากไทย หรือวันที่สินค้าเข้าพิธีการศุลกากรที่แคนาดา เพราะถ้าเป็นวันที่เข้าพิธีการ สินค้าที่ออกเดินทางก่อน แต่ถึงหลัง อาจยังโดน surtax อยู่ดี

สำหรับล็อตที่กำลังวางแผนจะส่ง ควรคุยกับ freight forwarder ว่า เส้นทางที่ใช้ มี transit time กี่วัน และสินค้าจะถึงท่าแคนาดาวันไหน เพื่อให้คำนวณ landed cost ได้ถูกต้อง ไม่ใช่คำนวณจากราคาเดิมที่ตกลงกันไว้ก่อนมาตรการนี้ออก ถ้าอยากดูข้อมูลเส้นทางขนส่งไทย–แคนาดา เพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ SME SHIPPING ซึ่งรวบรวมข้อมูลด้านการขนส่งระหว่างประเทศไว้

มาตรการนี้จะอยู่แค่ 200 วัน แล้วหลังจากนั้นล่ะ

ตามที่ประกาศ surtax นี้ มีกำหนดสูงสุดไม่เกิน 200 วัน และ CITT จะสรุปผลการไต่สวนในเดือนกันยายน 2569 ถ้า CITT พบว่า อุตสาหกรรมแคนาดา ได้รับความเสียหายจริง มาตรการอาจถูกต่ออายุ หรือเปลี่ยนเป็นมาตรการถาวร ถ้า CITT ไม่พบความเสียหาย ผู้นำเข้าที่จ่าย surtax ไปแล้ว อาจได้รับเงินคืน แต่กระบวนการนั้น ใช้เวลาและต้องยื่นเรื่องเอง

สิ่งที่ควรติดตามในช่วงนี้ คือผลการไต่สวนของ CITT ในเดือนกันยายน 2569 ว่าจะออกมาทิศทางไหน และถ้ามีการประกาศมาตรการถาวร จะครอบคลุมสินค้าชนิดเดิม หรือขยายไปถึงผักแช่แข็งด้วย เพราะการไต่สวนครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งผักกระป๋องและผักแช่แข็ง

ควรปรับสินค้าอย่างไร ถ้าต้องการอยู่ในตลาดแคนาดาระยะยาว

มาตรการแบบนี้ มักเกิดขึ้นกับสินค้าที่แข่งกันด้านราคาเป็นหลัก เพราะเมื่อราคาต่ำมาก ผู้ผลิตในประเทศปลายทาง จะรู้สึกว่าถูกกดดัน และยื่นเรื่องขอให้รัฐบาลเข้ามาปกป้อง ถ้าคุณต้องการอยู่ในตลาดแคนาดาได้นานกว่านี้ การพัฒนาสินค้าให้มีจุดต่างจากผู้ผลิตในแคนาดา เป็นทิศทางที่ควรคิดถึง

ตัวอย่างที่ทำได้จริง เช่น ผักกระป๋องออร์แกนิก ที่มีใบรับรองจากหน่วยงานที่แคนาดายอมรับ ผักกระป๋องพร้อมรับประทาน ที่มีส่วนผสมหรือรสชาติเฉพาะ ที่ผู้ผลิตแคนาดาไม่ได้ทำ หรือบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มเฉพาะ เช่น low sodium หรือ no preservatives ซึ่งสินค้าเหล่านี้ แข่งกันที่คุณค่า ไม่ใช่แค่ราคา และมีโอกาสถูกมาตรการปกป้องน้อยกว่า

สรุปสิ่งที่ควรทำก่อนล็อตถัดไปออกเดินทาง

ถ้าคุณส่งผักกระป๋องไปแคนาดาอยู่ หรือกำลังวางแผนจะส่ง นี่คือสิ่งที่ควรทำในลำดับที่ชัดเจน อย่างแรกคือ เช็ก HS code ของสินค้าคุณ กับ customs broker ที่แคนาดา ว่าเข้าข่าย surtax หรือไม่ อย่างที่สองคือ คำนวณ landed cost ใหม่ โดยรวม surtax 10% เข้าไปด้วย อย่างที่สามคือ แจ้ง buyer ปลายทาง ให้รู้สถานการณ์ และตกลงกันว่า ใครรับภาระค่าภาษีส่วนนี้ อย่างที่สี่คือ เช็ก Incoterms ในสัญญาที่มีอยู่ ว่าครอบคลุมสถานการณ์นี้หรือไม่ อย่างที่ห้าคือ ติดตาม Canada Gazette และผลการไต่สวนของ CITT ในเดือนกันยายน 2569 และอย่างที่หกคือ ถ้ามีล็อตที่กำลังจะส่ง ให้เช็กกับ freight forwarder ว่า สินค้าจะถึงท่าแคนาดาก่อนหรือหลัง 19 มิถุนายน 2569

มาตรการแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าตลาดแคนาดาปิดสำหรับผู้ส่งออกไทย แต่กำลังบอกว่า ต้นทุนและเงื่อนไขเปลี่ยนแล้ว การเตรียมตัวให้ดี ก่อนสินค้าออกเดินทาง ดีกว่าแก้ปัญหาหลังสินค้าถึงท่า เสมอ

ที่มา: DITP https://www.ditp.go.th/post/fgfb7ya3lfjjjkz392wtxtoh

ภาษีผักกระป๋องแคนาดา 10% ที่ผู้ส่งออกไทยต้องเช็กก่อนส่งล็อตถัดไป

thThai