BLOG

ส่งอาหารไทยไปยูเออี ต้องเช็กอะไรก่อนปิดตู้ เอทานอล SO₂ และ QR Code บนเอกสาร

ส่งอาหารไทยไปยูเออี ตรวจเอทานอล SO₂ และ QR Code บนเอกสารก่อนปิดตู้คอนเทนเนอร์

ถ้าคุณ ส่งอาหารไทยไปยูเออี อยู่แล้ว หรือกำลังจะเริ่ม มีเรื่องที่ควรรู้ก่อนปิดตู้คอนเทนเนอร์ครั้งต่อไป ข้อมูลจาก DITP ระบุว่า ในช่วงปี 2567 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 มีสินค้าอาหารและเครื่องดื่มจากไทย ถูก Dubai Municipality หรือ DM ปฏิเสธการนำเข้า รวม 50 รายการ และกว่า 70% ของปัญหาทั้งหมด มาจากเรื่องเดียวกัน คือ เอทานอลเกินเพดานที่ UAE กำหนด ซึ่งฟังดูเรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติ มันเกิดขึ้นได้กับสินค้าที่ผ่าน อย. ไทยมาแล้วเรียบร้อย

นั่นคือจุดที่หลายคนพลาด เพราะคิดว่า ถ้าผ่านมาตรฐานไทยแล้ว ก็น่าจะผ่านปลายทางด้วย แต่ UAE โดยเฉพาะดูไบ ใช้เกณฑ์ของตัวเอง ซึ่งในหลายพารามิเตอร์ เข้มกว่าของไทยมาก และบางปัญหา เช่น เอทานอลที่เพิ่มขึ้นระหว่างขนส่ง ไม่ใช่ความผิดของสูตรผลิต แต่เป็นเรื่องของ cold chain และระยะเวลาในตู้

ส่งอาหารไทยไปยูเออี ทำไมเกณฑ์ถึงต่างจากไทยมาก

UAE เป็นประเทศมุสลิม ที่ควบคุมปริมาณแอลกอฮอล์ในอาหารและเครื่องดื่ม อย่างเข้มงวดมาก เพดานเอทานอลสำหรับเครื่องดื่ม อยู่ที่ 0.01–0.10% เท่านั้น ในขณะที่ซอสปรุงรสอนุญาตได้ถึง 0.30% แต่ถ้าสินค้าคุณตรวจพบ 0.18–0.64% ซึ่งเป็นช่วงที่ DM พบจริงในสินค้าไทย ก็ถือว่าเกินทั้งหมด

มาตรฐานที่ UAE ใช้เรียกว่า GSO หรือ Gulf Standardization Organization ซึ่งเป็นมาตรฐานร่วมของกลุ่มประเทศ GCC ไม่ใช่แค่ดูไบ ดังนั้น ถ้าคุณส่งสินค้าไปทั้ง UAE, Saudi Arabia, Kuwait, Bahrain, Oman หรือ Qatar ก็ต้องใช้เกณฑ์ GSO เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ อย. หรือ มอก. ของไทย

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ปัญหาส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจฝ่าฝืน แต่เกิดจาก ช่องว่างระหว่างมาตรฐานสองชุด ที่ผู้ส่งออกไม่รู้ว่ามีอยู่ หรือรู้แต่ไม่ได้ทดสอบตามวิธีที่ DM ใช้จริง ซึ่งต่างกันได้ในแง่ผลลัพธ์

เอทานอลในน้ำผลไม้และซอส เกิดขึ้นได้อย่างไรระหว่างขนส่ง

เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับคนที่ส่งน้ำผลไม้ น้ำมะพร้าว หรือซอสปรุงรส ไปยูเออี เพราะเอทานอลในสินค้าพวกนี้ ไม่ได้มาจากการเติมแอลกอฮอล์ แต่เกิดจาก การหมักตามธรรมชาติ ระหว่างขนส่ง โดยเฉพาะเมื่อตู้คอนเทนเนอร์ร้อนขึ้น หรือ cold chain ไม่ต่อเนื่อง จุลินทรีย์ที่เหลืออยู่ในสินค้า จะเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นเอทานอล และค่าที่เพิ่มขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้เกินเพดาน UAE ได้

ตัวอย่างที่ DM พบจริง ได้แก่ น้ำผลไม้ 22 รายการ ซอสและซีอิ๊วหลายยี่ห้อ ไส้กรอกไก่ และแม้แต่ข้าวเหนียวดำออร์แกนิก ซึ่งหมายความว่า สินค้าที่ดูเหมือนไม่น่ามีปัญหา ก็อาจมีเอทานอลเกินได้ ถ้าการควบคุมอุณหภูมิระหว่างขนส่งไม่ดีพอ

สิ่งที่ควรทำก่อนปิดตู้ คือ ตรวจค่าเอทานอลของสินค้าที่ห้องแล็บที่ใช้วิธี GC-FID ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่ DM ใช้ตรวจ ถ้าคุณส่งตัวอย่างไปแล็บที่ใช้วิธีอื่น ผลที่ได้อาจต่างกัน และไม่สามารถใช้เปรียบเทียบกับเกณฑ์ DM ได้โดยตรง

SO₂ แคดเมียม และน้ำหนักเนื้อสะเด็ดน้ำ ปัญหาที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง

นอกจากเอทานอลแล้ว ยังมีปัญหาอื่นที่พบในสินค้าไทย ซึ่งน่ารู้ไว้ด้วย ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือ SO₂ พบในน้ำกะทิและน้ำมะพร้าว ที่ค่าอยู่ระหว่าง 36–43 mg/kg ในขณะที่เพดาน UAE คือ 30 mg/kg เท่านั้น SO₂ มักมาจากสารกันเสียหรือสารฟอกขาวที่ใช้ในกระบวนการผลิต ถ้าคุณส่งสินค้าในกลุ่มนี้ ควรเช็กสูตรการผลิตและปริมาณซัลไฟต์ที่ใช้ก่อนทุกครั้ง

แคดเมียมในปลาแมคเคอเรลกระป๋อง เป็นอีกเรื่องที่น่าระวัง DM พบค่าแคดเมียม 126 และ 377 µg/kg ในสินค้าไทย ซึ่งเกินเกณฑ์ 100 µg/kg อย่างชัดเจน โดยเฉพาะรายการที่ 377 µg/kg ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์เกือบสี่เท่า ปัญหานี้ต้องแก้ที่แหล่งวัตถุดิบและกระบวนการผลิต ไม่ใช่แค่การตรวจก่อนส่ง

น้ำหนักเนื้อสะเด็ดน้ำ หรือ drain weight เป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม แต่ DM ตรวจจริง พบในแห้วกระป๋องที่มีเนื้อเพียง 44–50% ในขณะที่เกณฑ์กำหนดขั้นต่ำ 55% และสับปะรดกระป๋องที่มีเนื้อ 50% แต่เกณฑ์ต้องการ 58% ถ้าคุณส่งผลไม้กระป๋อง ควรตรวจ drain weight ของแต่ละล็อตด้วย ไม่ใช่แค่ดูน้ำหนักรวม

QR Code บนเอกสาร e-Phytosanitary ปัญหาเล็กที่หยุดสินค้าได้ทั้งตู้

นี่คือเรื่องที่หลายคนไม่รู้ว่ามีอยู่ จนกว่าสินค้าจะถึงด่านดูไบแล้วเคลียร์ไม่ผ่าน DM และศุลกากรดูไบ ใช้การสแกน QR Code เพื่อยืนยันความแท้จริงของเอกสาร โดยเฉพาะใบรับรองสุขอนามัยพืช หรือ e-Phytosanitary Certificate ถ้าเอกสารฉบับพิมพ์ไม่มี QR Code ที่สแกนได้ชัดเจน สินค้าผักและผลไม้สดจะเคลียร์ไม่ผ่านเลย ไม่ว่าสินค้าจะดีแค่ไหน

ปัญหานี้เกิดขึ้นได้ง่ายมาก เช่น พิมพ์เอกสารแล้ว QR Code เล็กเกินไป หรือพิมพ์ไม่คมชัด หรือระบบออกเอกสารมีปัญหาในวันนั้น ทำให้ QR ไม่สมบูรณ์ ก่อนส่งสินค้าผักและผลไม้สดทุกครั้ง ควรพิมพ์เอกสารออกมาแล้วลองสแกน QR ด้วยมือถือก่อน ถ้าสแกนไม่ได้ ต้องขอออกเอกสารใหม่จากกรมวิชาการเกษตร หรือ DOA ก่อนที่สินค้าจะออกจากโรงงาน

เอกสารที่ต้องเตรียมให้ครบสำหรับการส่งอาหารไปยูเออี ได้แก่ ใบรับรองสุขอนามัย Health Certificate ใบรับรองสินค้าออร์แกนิก ถ้าสินค้าเป็นออร์แกนิก และ e-Phytosanitary Certificate ที่มี QR Code ชัดเจน สำหรับผักและผลไม้สด ถ้าขาดเอกสารใดเอกสารหนึ่ง สินค้าอาจถูกกักหรือส่งกลับได้ทั้งตู้

วัตถุกันเสียและไขมันในกะทิ อีกสองจุดที่ต้องเช็ก

เม็ดสาคูที่ DM ตรวจพบ มีกรดซอร์บิก 2,284 mg/kg และกรดเบนโซอิก 1,478 mg/kg ซึ่งเกินเพดาน 1,000 mg/kg ทั้งคู่ ถ้าคุณส่งสินค้าที่ใช้วัตถุกันเสียในกลุ่มนี้ ควรตรวจสอบปริมาณที่ใช้จริงในสูตรผลิต และทดสอบในห้องแล็บก่อนส่ง เพราะเกณฑ์ UAE อาจต่ำกว่าที่คุณคิด

กะทิที่พบปัญหา มีไขมันเพียง 4.22% ในขณะที่เกณฑ์ขั้นต่ำของ UAE คือ 5.0% ปัญหานี้อาจเกิดจากสูตรผลิตที่ใช้น้ำมากเกินไป หรือกระบวนการที่ทำให้ไขมันแยกชั้นและสูญเสียไประหว่างผลิต ถ้าคุณส่งกะทิหรือผลิตภัณฑ์มะพร้าว ควรตรวจค่าไขมันทุกล็อตก่อนปิดตู้

ผลกระทบต่อต้นทุนและ landed cost เมื่อสินค้าถูกปฏิเสธที่ดูไบ

ถ้าสินค้าถูก DM ปฏิเสธที่ท่าเรือดูไบ ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดแค่ค่าสินค้าที่เสียไป ยังมีค่าจอดตู้ที่สะสมทุกวัน ค่าดำเนินการของ customs broker ที่ดูไบ ค่าส่งสินค้ากลับ หรือค่าทำลายสินค้าถ้าส่งกลับไม่คุ้ม และที่หนักกว่านั้น คือ ความสัมพันธ์กับ buyer ที่เสียหาย เพราะ buyer ไม่ได้รับสินค้าตามที่สั่ง

ลองคิดตัวเลขคร่าวๆ สำหรับตู้ 20 ฟุตที่ถูกกัก ค่าจอดตู้ที่ดูไบอาจอยู่ที่ 50–150 USD ต่อวัน ถ้ากักอยู่ 2–3 สัปดาห์ระหว่างรอผลตรวจหรือเอกสารเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายส่วนนี้อย่างเดียวก็อาจสูงถึง 700–3,000 USD โดยยังไม่รวมค่าสินค้าที่เสียหาย ค่า customs broker และค่าดำเนินการอื่นๆ ซึ่งทำให้ landed cost จริงสูงกว่าที่คำนวณไว้มาก

การทำ pre-shipment testing ทุกล็อต แม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 3,000–8,000 บาทต่อการทดสอบ ขึ้นอยู่กับจำนวนพารามิเตอร์ที่ตรวจ แต่ถ้าเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ถือว่าคุ้มกว่ามาก และยังช่วยให้คุณมีเอกสารผลแล็บที่ส่งให้ buyer ได้ด้วย ซึ่งบาง buyer ในยูเออีเริ่มขอดูผลแล็บก่อนสั่งซื้อแล้ว

ไทม์ไลน์เอกสารและแล็บ ควรเริ่มเตรียมก่อนปิดตู้กี่วัน

ถ้าคุณวางแผนปิดตู้คอนเทนเนอร์ในวันที่ X ควรเริ่มกระบวนการเตรียมความพร้อมอย่างน้อย 3–4 สัปดาห์ก่อน เพราะการส่งตัวอย่างไปแล็บ ISO/IEC 17025 เช่น สถาบันอาหาร หรือ Central Lab Thailand และรอผลการทดสอบ อาจใช้เวลา 7–14 วัน ขึ้นอยู่กับพารามิเตอร์ที่ตรวจ

ถ้าผลแล็บออกมาแล้วพบปัญหา คุณยังมีเวลาปรับสูตรหรือเปลี่ยนล็อตวัตถุดิบ และส่งตรวจซ้ำได้อีกรอบ ก่อนที่จะต้องปิดตู้จริง แต่ถ้าคุณส่งตัวอย่างแล็บสัปดาห์เดียวก่อนปิดตู้ และผลออกมาไม่ผ่าน คุณแทบไม่มีทางเลือกนอกจากเลื่อนการส่งหรือยอมรับความเสี่ยง

สำหรับเอกสาร e-Phytosanitary Certificate ควรประสานกับกรมวิชาการเกษตรล่วงหน้าอย่างน้อย 5–7 วันทำการ และเมื่อได้เอกสารมาแล้ว ให้ทดสอบสแกน QR Code ทันที ก่อนที่สินค้าจะออกจากโรงงานหรือคลังสินค้า

คำถามที่ customs broker ที่ดูไบมักถามเมื่อสินค้าถูกกัก

ถ้าสินค้าของคุณถูกกักที่ด่านดูไบ customs broker ที่ดูไบมักจะถามคุณในเรื่องเหล่านี้ก่อน ได้แก่ มีผลแล็บก่อนส่งหรือไม่ และใช้วิธีทดสอบอะไร มีใบรับรองสุขอนามัยครบหรือไม่ QR Code บนเอกสารสแกนได้หรือไม่ สินค้าขนส่งแบบ cold chain หรือ dry container และมีบันทึกอุณหภูมิระหว่างขนส่งหรือไม่

ถ้าคุณตอบคำถามเหล่านี้ได้ทันทีพร้อมเอกสารประกอบ กระบวนการแก้ปัญหาจะเร็วขึ้นมาก แต่ถ้าไม่มีเอกสารใดเลย broker ก็ทำอะไรได้น้อยมาก และสินค้าอาจถูกกักนานขึ้นหรือถูกสั่งทำลายในที่สุด

การสื่อสารกับ buyer ในยูเออี เมื่อมีปัญหาที่ด่าน

เรื่องที่หลายคนไม่ค่อยพูดถึง คือ ควรสื่อสารกับ buyer อย่างไร เมื่อสินค้าถูกกักหรือปฏิเสธที่ดูไบ คำแนะนำที่ใช้ได้จริงคือ แจ้ง buyer ทันทีที่รู้ว่ามีปัญหา อย่ารอให้ broker แก้ก่อนแล้วค่อยบอก เพราะ buyer จะรู้สึกดีกว่าถ้าคุณโปร่งใสตั้งแต่ต้น

ส่งเอกสารที่มีให้ buyer ดูด้วย เช่น ผลแล็บ ใบรับรอง และรายงานจาก broker ที่ดูไบ เพื่อให้ buyer เห็นว่าคุณกำลังดำเนินการแก้ไข และถ้าปัญหาเกิดจากเรื่องที่แก้ได้ เช่น เอกสารขาด QR Code ให้บอก buyer ว่าจะแก้อย่างไรในล็อตถัดไป เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าไว้

เช็กลิสต์ก่อนปิดตู้ส่งอาหารไปยูเออี

  • ตรวจค่าเอทานอล ด้วยวิธี GC-FID ที่แล็บ ISO/IEC 17025 ก่อนปิดตู้ทุกล็อต โดยเฉพาะน้ำผลไม้ น้ำมะพร้าว และซอสปรุงรส
  • ตรวจค่า SO₂ ในสินค้าที่ใช้ซัลไฟต์เป็นสารกันเสีย เช่น น้ำกะทิ น้ำมะพร้าว ให้ไม่เกิน 30 mg/kg ตามเกณฑ์ UAE
  • ตรวจ drain weight ของผลไม้กระป๋องและผักกระป๋อง ให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของ UAE ไม่ใช่แค่เกณฑ์ไทย
  • ตรวจแคดเมียม ด้วยวิธี ICP-MS ในสินค้าปลากระป๋อง โดยเฉพาะปลาแมคเคอเรล ให้ไม่เกิน 100 µg/kg
  • ตรวจวัตถุกันเสีย กรดซอร์บิกและกรดเบนโซอิก ให้ไม่เกิน 1,000 mg/kg ตามเกณฑ์ UAE
  • สแกน QR Code บนเอกสาร e-Phytosanitary Certificate ก่อนสินค้าออกจากโรงงาน ถ้าสแกนไม่ได้ต้องขอออกใหม่จาก DOA
  • เตรียม cold chain สำหรับเครื่องดื่มและซอสปรุงรส เพื่อยับยั้งการหมักที่จะเพิ่มค่าเอทานอลระหว่างขนส่ง
  • ใช้เกณฑ์ GSO เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ อย. หรือ มอก. ของไทย เพราะเกณฑ์ UAE เข้มกว่าในหลายพารามิเตอร์

สินค้าที่ควรระวังเป็นพิเศษก่อนส่งไปยูเออี

จากรายการที่ DM ปฏิเสธจริง สินค้าที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ น้ำผลไม้และเครื่องดื่มทุกประเภท ซอสปรุงรสและซีอิ๊ว น้ำกะทิและน้ำมะพร้าว ผลไม้กระป๋องและผักกระป๋อง ปลากระป๋อง ไส้กรอกไก่ และสินค้าออร์แกนิกที่ใช้วัตถุดิบหมักตามธรรมชาติ

สินค้าที่ดูเหมือนปลอดภัย เช่น ข้าวเหนียวดำออร์แกนิก ก็ยังถูกพบปัญหาเอทานอลได้ เพราะกระบวนการหมักตามธรรมชาติในวัตถุดิบ ดังนั้น ถ้าสินค้าของคุณมีส่วนผสมที่หมักได้ ควรตรวจค่าเอทานอลก่อนส่งทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทไหน

อุณหภูมิและเส้นทางขนส่ง ส่งผลต่อค่าเอทานอลอย่างไร

เส้นทางจากไทยไปดูไบ โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 14–21 วันทางเรือ ผ่านช่องแคบมะละกา ทะเลอาหรับ และเข้าท่าเรือ Jebel Ali ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของดูไบ ระหว่างทาง อุณหภูมิในตู้ dry container อาจสูงถึง 40–50°C ในช่วงที่ผ่านทะเลอาหรับ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน

อุณหภูมิที่สูงขึ้นในตู้ ทำให้จุลินทรีย์ที่เหลืออยู่ในสินค้า ทำงานเร็วขึ้น และเพิ่มค่าเอทานอลได้อย่างมีนัยสำคัญ ถ้าสินค้าของคุณมีค่าเอทานอลใกล้เพดาน UAE อยู่แล้วตอนออกจากโรงงาน พอถึงดูไบค่าอาจเกินเพดานแล้ว ดังนั้น การใช้ตู้ refrigerated container หรือ reefer สำหรับเครื่องดื่มและซอส จึงเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า dry container

ถ้าคุณยังใช้ dry container อยู่ ควรทดสอบค่าเอทานอลของสินค้าให้ต่ำกว่าเพดาน UAE อย่างน้อย 30–40% เพื่อให้มี margin เพียงพอสำหรับการเพิ่มขึ้นระหว่างขนส่ง และควรบันทึกอุณหภูมิในตู้ตลอดการขนส่ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานถ้าเกิดปัญหาที่ปลายทาง

สิ่งที่ควรติดตามต่อจากนี้

DM มีโครงการ “Our Food Source is Safe” ที่หารือร่วมกับประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญ รวมทั้งไทย เพื่อแก้ปัญหาที่พบซ้ำ ซึ่งหมายความว่า เกณฑ์และกระบวนการตรวจสอบอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต ควรติดตามประกาศจาก DITP และกรมวิชาการเกษตร อย่างสม่ำเสมอ เพื่อรับรู้การเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะกระทบการส่งออก

นอกจากนี้ ควรติดตามว่า GSO มีการปรับเกณฑ์พารามิเตอร์ใดบ้าง โดยเฉพาะเรื่องเอทานอลในซอสและเครื่องดื่ม เพราะถ้าเพดานถูกปรับลดลงอีก สินค้าที่ผ่านได้ในวันนี้ อาจไม่ผ่านในปีหน้า และถ้าคุณมี buyer ในยูเออีอยู่แล้ว การส่งผลแล็บล่าสุดให้ buyer ดูเป็นระยะ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงที่ buyer จะหันไปหาซัพพลายเออร์รายอื่น

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการส่งออกอาหารไปยูเออีและตลาด GCC สามารถดูข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติมได้ที่ SME SHIPPING ซึ่งรวบรวมสัญญาณการค้าและข้อมูลโลจิสติกส์สำหรับผู้ส่งออก SME ไทย

ที่มา: DITP https://www.ditp.go.th/post/k7s9q5ygnphamh4kvlaitfj1

ส่งอาหารไทยไปยูเออี ต้องเช็กอะไรก่อนปิดตู้ เอทานอล SO₂ และ QR Code บนเอกสาร

thThai