BLOG

ทรัพย์สินทางปัญญา เวียดนาม: 7 จุดเสี่ยงด่วนที่ SME ไทยต้องเช็ก

ทรัพย์สินทางปัญญา เวียดนาม ปฏิบัติการปราบปราม IP และผลกระทบต่อ SME ไทยที่ส่งสินค้าไปเวียดนาม

ทรัพย์สินทางปัญญา เวียดนาม กลายเป็นเรื่องที่ SME ไทย ต้องให้ความสนใจจริงจัง ไม่ใช่แค่ข่าวนโยบาย เพราะตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2569 รัฐบาลเวียดนาม ได้เปิดปฏิบัติการระดับชาติ ปราบปรามการละเมิด IP ทั่วประเทศ และผลลัพธ์ที่ออกมา เร็วและหนักกว่า ที่หลายคนคาดไว้มาก ถ้าคุณส่งสินค้าแบรนด์ สินค้า OEM หรือขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในเวียดนาม บทความนี้ คือสิ่งที่ควรอ่านก่อนเตรียมล็อตถัดไป

เกิดอะไรขึ้นในเวียดนาม และทำไมถึงเร็วขนาดนี้

จุดเริ่มต้นมาจากสหรัฐฯ ที่เปิดการสอบสวนเวียดนาม ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้า โดยจัดให้เวียดนาม อยู่ในกลุ่ม Priority Foreign Country ด้าน IP ซึ่งเป็นสถานะที่หนักที่สุด และเป็นประเทศแรก ในรอบ 13 ปี ที่ถูกเพิ่มเข้าสู่สถานะนี้ ตัวเลขที่ทำให้สหรัฐฯ กดดัน คือการขาดดุลการค้า กับเวียดนามสูงถึง 54,800 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสแรกปี 2569 เพียงไตรมาสเดียว

เวียดนามตอบสนองด้วยการออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี เลขที่ 38/CĐ-TTg เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เปิดปฏิบัติการเชิงรุก ทั่วประเทศทันที ผลที่ออกมาภายในไม่ถึงหนึ่งเดือน คือ คดีละเมิด IP รวม 1,438 กรณี ดำเนินการทางปกครอง 1,146 กรณี ส่งฟ้องคดีอาญา 28 กรณี ค่าปรับรวมกว่า 12,600 ล้านด่ง หรือราว 480,000 ดอลลาร์ และสินค้าที่ถูกยึด มูลค่ารวมประมาณ 1.4 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้ ไม่ใช่แค่สถิติ แต่บอกว่า ความเสี่ยงที่ของคุณ จะถูกหยุดที่ศุลกากร หรือถูกถอดออกจากแพลตฟอร์ม มีอยู่จริง

ทรัพย์สินทางปัญญา เวียดนาม กระทบ SME ไทยอย่างไร

ถ้าคุณส่งสินค้าที่มีโลโก้ แบรนด์ หรือดีไซน์เฉพาะ ไปขายในเวียดนาม ไม่ว่าจะผ่านตัวแทน ผ่านแพลตฟอร์ม e-commerce อย่าง Shopee หรือ Lazada เวียดนาม หรือส่งตรงให้ผู้นำเข้า ความเสี่ยงที่ต้องระวัง มีสองระดับ คือ ระดับศุลกากร และระดับตลาด

ระดับศุลกากร หมายถึง ของที่คุณส่งไป อาจถูกหน่วยงาน Market Surveillance Force หรือเจ้าหน้าที่ศุลกากรเวียดนาม ตรวจสอบว่า เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ หรือสิทธิบัตรที่อยู่บนสินค้า ได้รับการจดทะเบียนในเวียดนามหรือไม่ ถ้าไม่มีหลักฐาน ของอาจถูกกักไว้ก่อน และกระบวนการปล่อยของ อาจใช้เวลานานกว่าปกติมาก

ระดับตลาด หมายถึง ถ้าสินค้าของคุณ ถูกร้องเรียนโดยคู่แข่ง หรือถูกแพลตฟอร์มตรวจพบว่า ไม่มีเอกสาร IP ที่ชัดเจน สินค้าอาจถูกลบออกจากร้านค้าออนไลน์ หรือถูกระงับบัญชีผู้ขาย โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ซึ่งกระทบยอดขาย และความสัมพันธ์กับผู้ซื้อโดยตรง

สินค้าประเภทไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ปฏิบัติการนี้ ไม่ได้ระบุหมวดสินค้าเฉพาะ แต่จากลักษณะของคดีที่เกิดขึ้น สินค้าที่ควรระวังมากที่สุด ได้แก่ สินค้าที่มีโลโก้หรือแบรนด์ชัดเจน เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว สินค้า OEM ที่ผลิตให้แบรนด์ต่างชาติ แต่ยังไม่มีเอกสารแสดงสิทธิ์การผลิต สินค้าที่ขายผ่าน marketplace ออนไลน์ ซึ่งมีระบบร้องเรียน IP อยู่แล้ว และสินค้าที่มีดีไซน์หรือบรรจุภัณฑ์ ที่อาจถูกมองว่า คล้ายกับแบรนด์ที่จดทะเบียนในเวียดนาม

ถ้าคุณผลิตสินค้า OEM ให้แบรนด์ต่างชาติ และส่งตรงไปเวียดนาม สิ่งที่ต้องมีคือ หนังสือมอบอำนาจ หรือ authorization letter จากเจ้าของแบรนด์ ที่ระบุชัดว่า คุณได้รับอนุญาต ให้ผลิตและส่งออกสินค้าภายใต้แบรนด์นั้น เอกสารนี้ ควรเตรียมไว้ทั้งภาษาอังกฤษ และควรมีการรับรองจากเจ้าของแบรนด์ ที่ตรวจสอบได้

เช็กลิสต์เอกสาร IP ก่อนส่งของไปเวียดนาม

ก่อนที่คุณจะเตรียมล็อตถัดไป ลองเช็กรายการนี้ก่อน ว่าคุณมีครบหรือยัง

  • หนังสือรับรองเครื่องหมายการค้า ที่จดทะเบียนในเวียดนาม หรือในประเทศต้นทาง พร้อมเลขทะเบียนที่อ้างอิงได้
  • Authorization letter จากเจ้าของแบรนด์ ถ้าคุณเป็น OEM หรือตัวแทนจำหน่าย ระบุชื่อผู้รับอนุญาต ช่วงเวลา และขอบเขตสินค้า
  • เอกสารแสดงแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ที่ถูกต้องตามสนธิสัญญาการค้า เช่น ATIGA หรือ RCEP เพื่อใช้ประกอบการผ่านพิธีศุลกากร
  • Invoice และ Packing List ที่ระบุชื่อแบรนด์ รุ่น และรหัสสินค้า ตรงกับฉลากบนสินค้าจริง ไม่มีความคลาดเคลื่อน
  • ฉลากสินค้าภาษาเวียดนาม ที่ถูกต้องตามกฎหมายเวียดนาม ระบุชื่อผู้ผลิต ประเทศต้นทาง ส่วนประกอบ และวิธีใช้ ครบถ้วน
  • เอกสารแสดง supplier traceability เช่น ชื่อโรงงาน ที่อยู่ และ lot number ที่เชื่อมกับ batch ที่ส่ง เพื่อใช้ตอบคำถามศุลกากรได้ทันที
  • สัญญาหรือ purchase order ระหว่างคุณกับผู้ซื้อในเวียดนาม ที่ระบุ Incoterms ชัดเจน เช่น FOB หรือ CIF เพื่อกำหนดว่า ใครรับผิดชอบ ถ้าของถูกกักที่ปลายทาง

ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในต้นทุนขนส่ง

หลายคนคิดถึงความเสี่ยง IP แค่ในแง่ว่า ของจะถูกยึดหรือเปล่า แต่จริงๆ แล้ว ผลกระทบที่หนักกว่า คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยที่คุณไม่ได้วางแผนไว้ ถ้าของถูกกักที่ศุลกากรเวียดนาม คุณต้องจ่ายค่าเก็บรักษาสินค้า ณ ท่าเรือหรือคลังศุลกากร ซึ่งคิดเป็นรายวัน และถ้ากระบวนการใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ ต้นทุนส่วนนี้ อาจสูงกว่าที่คาดไว้มาก

นอกจากนี้ ถ้าคุณขายแบบ CIF หรือ DDP คุณรับความเสี่ยงตรงนี้ทั้งหมด แต่ถ้าขายแบบ FOB ผู้ซื้อในเวียดนาม จะเป็นคนรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม ถ้าของถูกกักเพราะเอกสาร IP ไม่ครบ และเป็นความผิดพลาดของฝั่งคุณ ผู้ซื้ออาจเรียกร้องค่าเสียหาย หรือยกเลิกออเดอร์ครั้งถัดไปได้ ดังนั้น การเช็กเอกสารก่อนส่ง จึงเป็นการป้องกันทั้งต้นทุนและความสัมพันธ์ทางธุรกิจ

สำหรับสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ เช่น อาหาร หรือเครื่องสำอาง ความล่าช้าที่ศุลกากร ยิ่งมีผลกระทบมากขึ้น เพราะนอกจากค่าเก็บรักษาแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่สินค้าจะเสียหาย หรือหมดอายุก่อนที่จะถึงมือผู้ซื้อ ซึ่งหมายความว่า ล็อตนั้น อาจต้องทิ้งทั้งหมด

คำถามที่ควรถามโบรกเกอร์ศุลกากรก่อนส่ง

ถ้าคุณใช้โบรกเกอร์ศุลกากรในเวียดนาม หรือมีตัวแทนที่ดูแลพิธีการนำเข้า ลองถามคำถามเหล่านี้ก่อนที่ของจะออกจากไทย

หนึ่ง ตอนนี้ศุลกากรเวียดนาม มีการตรวจสอบเอกสาร IP เพิ่มขึ้นไหม ในหมวดสินค้าที่เราส่ง สอง ถ้าของถูกกัก เราต้องเตรียมเอกสารอะไรเพิ่ม และใช้เวลานานแค่ไหน สาม เครื่องหมายการค้าของเรา จดทะเบียนในเวียดนามแล้วหรือยัง ถ้ายัง มีความเสี่ยงอะไรบ้าง สี่ ฉลากสินค้าที่เราใช้อยู่ ถูกต้องตามกฎหมายเวียดนามปัจจุบันหรือเปล่า และห้า ถ้ามีปัญหาเรื่อง IP ระหว่างพิธีการ กระบวนการอุทธรณ์ใช้เวลาเท่าไหร่ และค่าใช้จ่ายโดยประมาณเท่าไหร่

แพลตฟอร์มออนไลน์เวียดนาม กับความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้

อีกมิติหนึ่งที่หลายคนยังไม่ได้คิดถึง คือความเสี่ยงบนแพลตฟอร์ม e-commerce ในเวียดนาม อย่าง Shopee VN, Lazada VN, Tiki และ TikTok Shop เวียดนาม แพลตฟอร์มเหล่านี้ มีระบบรับร้องเรียน IP อยู่แล้ว และเมื่อรัฐบาลเวียดนาม ออกโครงการปราบปรามสินค้าปลอมและคุ้มครองผู้บริโภค ในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะ แพลตฟอร์มก็มีแรงกดดัน ให้ตรวจสอบร้านค้าและสินค้าที่ขายอยู่มากขึ้น

ถ้าคุณมีร้านค้าออนไลน์ในเวียดนาม หรือมีตัวแทนที่ขายสินค้าของคุณบนแพลตฟอร์มเหล่านี้ สิ่งที่ควรทำคือ ตรวจสอบว่า ร้านค้าของคุณ หรือของตัวแทน มีเอกสาร IP ที่อัปโหลดไว้ในระบบของแพลตฟอร์มหรือยัง เพราะถ้าถูกร้องเรียน และไม่มีเอกสารพร้อม สินค้าอาจถูกลบออกก่อน แล้วค่อยอุทธรณ์ทีหลัง ซึ่งระหว่างนั้น ยอดขายหยุดชะงักทันที

นอกจากนี้ รัฐบาลเวียดนาม ยังเสนอร่างกฤษฎีกา ให้อำนาจหน่วยงานรัฐ สั่งปิดกั้นชื่อโดเมนที่ละเมิด IP ได้โดยตรง ซึ่งหมายความว่า ถ้าคุณมีเว็บไซต์ขายสินค้าในเวียดนาม และมีปัญหาเรื่อง IP ในอนาคต เว็บไซต์อาจถูกบล็อกได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการศาล

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในเวียดนาม ควรทำหรือยัง

ถ้าคุณขายสินค้าแบรนด์ตัวเองในเวียดนาม และยังไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่นั่น นี่คือเวลาที่ควรคิดจริงจัง เพราะเวียดนามใช้ระบบ first-to-file คือใครจดก่อน ได้สิทธิ์ก่อน ถ้าคู่แข่งหรือตัวแทนที่คุณเคยใช้ ไปจดทะเบียนแบรนด์ของคุณในเวียดนามก่อน คุณอาจไม่มีสิทธิ์ใช้แบรนด์ตัวเองในตลาดนั้นได้เลย

กระบวนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในเวียดนาม โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 12-18 เดือน และมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ถ้าคุณยังไม่ได้เริ่ม ควรปรึกษาทนายความด้าน IP ในเวียดนาม หรือบริษัทที่ให้บริการจดทะเบียน IP ระหว่างประเทศ เพื่อประเมินว่า แบรนด์ของคุณ มีความเสี่ยงอะไรบ้างในตลาดนั้น

สิ่งที่ควรติดตามในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า

สถานการณ์นี้ ยังไม่ได้จบแค่ปฏิบัติการครั้งเดียว เพราะรัฐบาลเวียดนาม มีแผนจัดตั้งฐานข้อมูลการบังคับใช้กฎหมาย IP ระดับชาติ ภายในปีนี้ ซึ่งจะทำให้การตรวจสอบและติดตามคดี ทำได้เร็วและครอบคลุมมากขึ้น และ Market Surveillance Force ก็ประกาศว่า จะเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย ต่อเนื่องไปอีก

สิ่งที่ควรติดตามในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า ได้แก่ ความคืบหน้าของการเจรจาการค้าระหว่างเวียดนามและสหรัฐฯ เพราะถ้าการเจรจาสำเร็จ แรงกดดันด้าน IP อาจลดลงบ้าง แต่ถ้าไม่สำเร็จ ปฏิบัติการอาจเข้มข้นขึ้นอีก นอกจากนี้ ควรติดตามว่า ร่างกฤษฎีกาเรื่องการบล็อกโดเมน ผ่านหรือยัง และแพลตฟอร์ม e-commerce ในเวียดนาม มีการอัปเดตนโยบาย IP ของตัวเองอย่างไร

ถ้าคุณมีตัวแทนหรือผู้นำเข้าในเวียดนาม ควรขอให้เขาอัปเดตข้อมูลให้คุณ อย่างน้อยทุกเดือน ว่ามีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ หรือมีการตรวจสอบเพิ่มขึ้นในหมวดสินค้าของคุณหรือไม่ เพราะข้อมูลจากคนในพื้นที่ มักเร็วกว่าข่าวทางการ

สรุปก่อนเตรียมล็อตถัดไป

สิ่งที่เกิดขึ้นในเวียดนาม ไม่ใช่แค่การปรับนโยบายชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณว่า ตลาดเวียดนาม กำลังยกระดับมาตรฐาน IP อย่างจริงจัง ซึ่งในระยะยาว อาจเป็นผลดีสำหรับแบรนด์ที่ถูกกฎหมาย แต่ในระยะสั้น ถ้าคุณยังไม่ได้เตรียมเอกสารให้พร้อม ความเสี่ยงที่ของจะถูกกัก ถูกยึด หรือถูกถอดออกจากแพลตฟอร์ม มีอยู่จริงและเกิดขึ้นได้เร็ว

ก่อนส่งล็อตถัดไป ลองทบทวนว่า เครื่องหมายการค้าของคุณ จดทะเบียนในเวียดนามแล้วหรือยัง เอกสาร authorization ครบหรือยัง ฉลากสินค้าถูกต้องหรือยัง และ Incoterms ที่ใช้ สอดคล้องกับความเสี่ยงที่คุณรับได้หรือเปล่า คำถามเหล่านี้ ตอบได้ก่อนส่งของ ดีกว่าต้องแก้ปัญหาหลังของถึงปลายทางแล้ว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการส่งออกไปเวียดนาม และประเด็นด้านเอกสารศุลกากร คุณสามารถดูข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติมได้ที่ SME SHIPPING

ทรัพย์สินทางปัญญา เวียดนาม: เอกสารที่ควรพร้อมก่อน buyer หรือ distributor เวียดนามถามเพิ่ม

ถ้าคุณขายสินค้าที่มีแบรนด์ โลโก้ บรรจุภัณฑ์เฉพาะ หรือมีตัวแทนจำหน่ายในเวียดนามอยู่แล้ว สิ่งที่ควรเตรียม ไม่ใช่แค่ invoice และ packing list แต่รวมถึงหลักฐานสิทธิในเครื่องหมายการค้า รายละเอียดผู้ถือสิทธิ ผู้รับอนุญาตใช้สิทธิ และเอกสารที่อธิบายว่า สินค้าล็อตนี้มาจากช่องทางที่ตรวจสอบย้อนกลับได้จริง

จุดนี้สำคัญ เพราะเมื่อการบังคับใช้เข้มขึ้น buyer ปลายทาง อาจขอเอกสารยืนยันสิทธิเร็วขึ้น เพื่อกันความเสี่ยงเรื่องของปลอม ของเทียบ หรือสินค้าที่ฉลากไม่สอดคล้องกับเจ้าของแบรนด์ ถ้าคุณตอบได้ช้า shipment อาจไม่โดนยกเลิกทันที แต่ความเชื่อมั่นของคู่ค้าจะลดลงอย่างชัดเจน

เช็กสัญญาตัวแทนจำหน่าย และสิทธิใช้แบรนด์ ให้เล่าเรื่องเดียวกัน

หลายธุรกิจไทยมี distributor ในเวียดนาม แต่เอกสารการแต่งตั้ง สิทธิใช้เครื่องหมายการค้า และข้อมูลบนฉลาก ยังคนละเวอร์ชันกัน พอเจ้าหน้าที่ตรวจเข้ม หรือ marketplace ขอหลักฐานเพิ่ม เอกสารที่ไม่ตรงกันเพียงจุดเดียว อาจทำให้คู่ค้าต้องหยุดขายชั่วคราว หรือชะลอการรับของล็อตใหม่

  • ยืนยันชื่อเจ้าของแบรนด์ ให้ตรงกันใน certificate, หนังสือมอบอำนาจ และเอกสารการค้า
  • เช็กว่าผู้นำเข้า หรือ distributor มีสิทธิใช้โลโก้ สโลแกน และภาพบรรจุภัณฑ์ในเวียดนามอย่างชัดเจน
  • เก็บไฟล์ artwork เวอร์ชันสุดท้าย พร้อมวันอนุมัติ และผู้อนุมัติ เพื่อใช้ตอบคำถามย้อนหลัง
  • ตรวจว่าฉลากสินค้า ภาษาเวียดนาม และภาษาอังกฤษ ไม่ขัดกับข้อมูลเจ้าของสิทธิ
  • ถามคู่ค้าว่า หาก marketplace หรือเจ้าหน้าที่ร้องขอเอกสารเพิ่ม ใครเป็นคนตอบ และใช้เวลานานแค่ไหน
  • กำหนดขั้นตอนหยุดขายหรือกักสินค้าไว้ล่วงหน้า ว่าใครรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และใครเป็นคนตัดสินใจปล่อยของต่อ

จุดเสี่ยงของ marketplace และช่องทางออนไลน์ ที่ SME ไทยไม่ควรมองข้าม

ถ้าสินค้าของคุณขายผ่านตัวแทนหลายราย หรือมีผู้ขายออนไลน์หลายช่องทาง ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่สินค้าปลอม แต่รวมถึงรูปสินค้า ชื่อสินค้า และคำอธิบายที่ชวนให้ผู้ตรวจมองว่า เป็นสินค้าที่ใช้สิทธิแบรนด์ไม่ชัดเจน เมื่อเวียดนามเดินหน้าปราบปรามเข้มขึ้น ผู้ขายที่เอกสารไม่พร้อม จะถูกถามก่อนเสมอ

สิ่งที่ควรถามคู่ค้า คือ ตอนนี้ใครเป็นคนดูแลการลบ listing ที่ไม่ถูกต้อง ใครมีสิทธิแจ้งแพลตฟอร์มเรื่องการละเมิด และมีหลักฐานอะไรพร้อมใช้ทันที ถ้าคำตอบยังไม่ชัด คุณควรถือว่าเป็นความเสี่ยงด้านหลังบ้าน ที่จะกระทบยอดขายหน้าร้านในที่สุด

ต้นทุนแฝง ที่อาจเกิดเมื่อมีการตรวจหรือขอเอกสารเพิ่ม

ต่อให้สินค้าไม่ถูกยึด การที่ผู้นำเข้า หรือ distributor ต้องหยุดขายรอเอกสาร ก็มีต้นทุนทันที ทั้งค่าเก็บสินค้า ค่าเสียโอกาสหน้าร้าน ค่าโฆษณาที่ต้อง pause และต้นทุนทีมงานที่ใช้ตามเอกสาร ดังนั้นเวลาตั้งราคา หรือให้เครดิตเทอม คุณควรคุยเรื่องค่าใช้จ่ายกรณีตรวจเข้มไว้ล่วงหน้า ไม่อย่างนั้นกำไรที่คาดไว้ อาจหายไปกับค่าแก้ปัญหาหลังของถึงปลายทาง

ถ้าสินค้าเป็นกลุ่มที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือของแบรนด์สูง เช่น เครื่องสำอาง อาหารเสริม ของใช้ในบ้าน หรือสินค้าที่มีดีไซน์เฉพาะ คุณควรตีต้นทุนด้าน compliance response time เข้าไปในแผนด้วย เพราะตลาดที่ตรวจเข้มขึ้น มักให้รางวัลกับ supplier ที่ส่งเอกสารเร็ว และตัด supplier ที่ตอบช้าออกก่อน

ทรัพย์สินทางปัญญา เวียดนาม: เช็กลิสต์เร็วสำหรับทีมส่งออก

ถ้าจะใช้บทความนี้ให้เกิดผลจริง ให้ทีมขาย ทีมเอกสาร และ freight forwarder คุยกันก่อนส่งล็อตถัดไปว่า ทรัพย์สินทางปัญญา เวียดนาม ต้องใช้เอกสารอะไรยืนยันสิทธิ์แบรนด์ ใครเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า และใครตอบคำถามด่านหรือแพลตฟอร์มเมื่อถูกตรวจ

จุดที่ควรเช็กซ้ำคือชื่อแบรนด์บน invoice, รูปสินค้า, กล่องบรรจุภัณฑ์, authorization letter และสัญญากับ distributor เพราะทรัพย์สินทางปัญญา เวียดนาม ไม่ได้กระทบเฉพาะสินค้าปลอม แต่กระทบสินค้า OEM หรือสินค้าที่มีดีไซน์เฉพาะด้วย ถ้าเอกสารไม่ชัด สินค้าดีอาจถูกชะลอเพราะตอบคำถามไม่ทัน

สำหรับ SME ไทย วิธีที่ปลอดภัยคือทำแฟ้มเอกสารทรัพย์สินทางปัญญา เวียดนาม ไว้คู่กับเอกสารส่งออกทุกล็อต และระบุผู้รับผิดชอบการตอบกลับให้ชัดเจนก่อนของออกจากไทย

ที่มา: DITP

ทรัพย์สินทางปัญญา เวียดนาม: 7 จุดเสี่ยงด่วนที่ SME ไทยต้องเช็ก

thThai