ถ้าคุณกำลังส่งของไป UAE หรือประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับอยู่ตอนนี้ เรื่องช่องแคบฮอร์มุซเสี่ยงไม่ใช่ข่าวไกลตัวอีกต่อไปแล้ว เพราะมันกำลังจะกระทบเส้นทางเรือที่คุณใช้อยู่จริง ๆ อิหร่านประกาศว่าจะตั้ง “เขตหวงห้าม” ใหม่ในช่องแคบนี้ และเรือที่แล่นเข้าไปในเขตนั้นอาจถูกขึ้นบัญชีคว่ำบาตร ซึ่งหมายความว่าสายเรือและบริษัทประกันภัยต้องปรับแผนกันใหม่ทั้งระบบ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตรงนี้สุดท้ายจะไหลมาถึงคุณในฐานะผู้ส่งออก

เรื่องที่บทความนี้จะช่วยคุณคิดตาม มีดังนี้
- ทำไมช่องแคบฮอร์มุซถึงกลายเป็นความเสี่ยงต่อการค้าไทย-UAE
- ผลกระทบที่มาถึงคุณจริง ๆ ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน
- เส้นทางเรือสำรองที่มีอยู่แล้วตอนนี้
- สิ่งที่ควรเช็กก่อนส่งของรอบถัดไป
- วิธีคุยกับ buyer และคู่ค้าเรื่องความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น
ช่องแคบฮอร์มุซเสี่ยงแบบนี้ กระทบใครก่อน
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางที่น้ำมันโลกประมาณ 1 ใน 5 ต้องผ่าน และเป็นเส้นทางเดินเรือหลักที่เชื่อม UAE กับตลาดฝั่งเอเชีย รวมถึงไทย ตอนนี้อิหร่านกำลังจะประกาศเขตหวงห้ามใหม่ พร้อมแผนที่ช่องเดินเรือที่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน เรือที่เข้าไปในเขตที่ประกาศจะถูกขึ้นบัญชีคว่ำบาตร นี่คือจุดที่ทำให้สายเรือและบริษัทประกันภัยเริ่มขยับตัวก่อนใคร เพราะพวกเขาต้องประเมินความเสี่ยงใหม่ทั้งหมด
สิ่งที่น่าสังเกตคือปริมาณเรือสินค้าที่ผ่านช่องแคบตอนนี้ลดลงเหลือเฉลี่ยประมาณ 10 ลำต่อวัน ทั้งที่ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งจริงยังอยู่ที่ราวสองในสามของระดับก่อนสงคราม นั่นแปลว่าการเดินเรือเชิงพาณิชย์หดตัวชัดเจนกว่าที่ตัวเลขน้ำมันจะบอก และนี่คือสัญญาณที่ผู้ส่งออกไทยควรจับตา เพราะเรือขนส่งสินค้าทั่วไปแบบที่คุณใช้อยู่ อาจได้รับผลกระทบมากกว่าที่คิด

ทำไมเรื่องนี้ถึงมาถึงต้นทุนของคุณ
เมื่อความเสี่ยงด้านความมั่นคงในเส้นทางเพิ่มขึ้น สิ่งแรกที่ขยับคือเบี้ยประกันความเสี่ยงสงคราม หรือ War Risk Premium ซึ่งบริษัทประกันจะคิดเพิ่มจากความไม่แน่นอนของเขตหวงห้ามที่ยังไม่มีแผนที่ชัดเจน ตามมาด้วยค่าระวางเรือที่สายเรือปรับขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงในการเดินเรือ ต้นทุนสองส่วนนี้ไม่ได้หายไปไหน แต่จะถูกส่งผ่านมาถึงผู้นำเข้าและผู้ส่งออกทั่วโลก รวมถึงคุณที่ทำการค้ากับ UAE หรือกลุ่ม GCC
ไทยเองก็พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง เมื่อราคาน้ำมันขยับ ต้นทุนพลังงานในประเทศก็ขยับตาม ซึ่งจะไปกระทบค่าไฟฟ้าและต้นทุนการผลิตในภาพรวม นี่คือเหตุผลที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาของคนที่ส่งของไป UAE โดยตรง แต่เป็นความเสี่ยงที่ซ้อนกันหลายชั้น
สินค้าไทยกลุ่มไหนควรจับตาเป็นพิเศษ
สินค้าที่พึ่งพาตลาดหรือเส้นทางอ่าวอาหรับเป็นหลัก เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องปรับอากาศ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสินค้าอาหารและอาหารฮาลาล มีโอกาสได้รับผลจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือมากกว่ากลุ่มอื่น ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ การวางแผนล่วงหน้าเรื่องเส้นทางและต้นทุนจะมีความสำคัญมากกว่าปกติ

เส้นทางสำรองที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องรอความชัดเจน 100%
ข่าวดีตรงนี้คือ UAE และโอมานได้สร้างเส้นทางโลจิสติกส์ที่เลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซไว้แล้วก่อนหน้านี้ ท่าเรือฝั่งตะวันออกของ UAE อย่าง Fujairah และ Khor Fakkan รวมถึงท่าเรือ Sohar และ Duqm ของโอมาน อยู่นอกเขตช่องแคบ ทำให้เป็นตัวเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเดินเรือผ่านเขตหวงห้ามได้ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ได้การันตีว่าจะไม่มีความล่าช้าเลย แต่ก็เป็นเส้นทางที่ควรนำมาพิจารณาคู่กับเส้นทางเดิม
สิ่งที่ควรทำคือคุยกับ forwarder หรือสายเรือที่คุณใช้อยู่ว่าเขามีแผนสำรองผ่านท่าเรือเหล่านี้หรือไม่ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนเส้นทางอยู่ในระดับที่ยอมรับได้หรือเปล่า เพราะบางครั้งเส้นทางที่ปลอดภัยกว่าอาจมาพร้อมเวลาขนส่งที่นานขึ้น ซึ่งต้องวางแผนเรื่อง lead time ให้ buyer ล่วงหน้า
เช็กลิสต์ที่ควรทำก่อนส่งของรอบถัดไป
ก่อนจะยืนยัน booking กับ buyer หรือ forwarder รอบถัดไป ลองไล่เช็กประเด็นเหล่านี้ก่อน เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเส้นทางฮอร์มุซในตอนนี้
- เช็กกับสายเรือว่าเส้นทางที่ใช้อยู่ผ่านเขตที่อิหร่านอาจประกาศเป็นเขตหวงห้ามหรือไม่
- สอบถามเบี้ยประกันความเสี่ยงสงครามล่วงหน้า และเจรจาล็อกราคาค่าระวางถ้าทำได้
- พิจารณาเส้นทางผ่านท่าเรือ Fujairah, Khor Fakkan, Sohar หรือ Duqm เป็นตัวเลือกสำรอง
- เตรียมเอกสารและเงื่อนไขสัญญาที่ครอบคลุมกรณีล่าช้าจากปัจจัยความเสี่ยงด้านความมั่นคง
- คุยกับ buyer เรื่องความเป็นไปได้ที่ lead time อาจยืดออกไปจากปกติ
- ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ภาษีภายใต้ความตกลง CEPA ไทย-UAE ว่าช่วยชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้แค่ไหน
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการคว่ำบาตรและ compliance ก่อนยืนยันเส้นทางที่มีความเสี่ยง
UAE ยังเป็น hub ที่น่าสนใจ แม้สถานการณ์ไม่แน่นอน
สิ่งที่น่าสนใจคือแม้เผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคง การค้าที่ไม่ใช่น้ำมันของ UAE ในครึ่งปีแรกยังโตประมาณ 13.1% แตะระดับ 528 พันล้านเหรียญสหรัฐ นั่นสะท้อนว่ากำลังซื้อและบทบาทการเป็นศูนย์กลางการค้าของ UAE ยังแข็งแรงอยู่ ผู้ส่งออกไทยที่ใช้ UAE เป็นประตูกระจายสินค้าต่อไปยังตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้ ยังมีเหตุผลที่จะทำต่อ เพียงแต่ต้องวางแผนเรื่องเส้นทางและต้นทุนให้รอบคอบกว่าเดิม
อย่ารีบตัดสินใจจากความไม่แน่นอนที่ยังไม่มีรายละเอียด
ผมอยากให้คุณเข้าใจตรงนี้ว่า รายละเอียดเรื่องแผนที่เขตหวงห้ามและช่องเดินเรือใหม่ของอิหร่านยังไม่มีความชัดเจนในตอนนี้ การบังคับใช้จริงและขอบเขตของมาตรการคว่ำบาตรก็ยังต้องรอดูสถานการณ์ต่อไป ดังนั้นแทนที่จะรีบเปลี่ยนเส้นทางหรือยกเลิกออเดอร์ทันที การตรวจสอบข้อมูลอย่างต่อเนื่องกับ forwarder และที่ปรึกษาด้าน compliance จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้บนข้อมูลที่อัปเดตกว่า ไม่ใช่บนความกลัว
สำหรับผู้ที่ต้องวางแผนเส้นทางขนส่งไป UAE หรือกลุ่ม GCC ในช่วงนี้ การศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอ้างอิงอย่าง smeshipping.com อาจช่วยให้เห็นภาพรวมของทางเลือกด้านโลจิสติกส์ได้ชัดขึ้น ควบคู่กับการติดตามประกาศจากหน่วยงานด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยอย่าง กรมการค้าต่างประเทศ ที่มักมีข้อมูลอัปเดตเรื่องมาตรการคว่ำบาตรและข้อควรระวังด้านการค้าระหว่างประเทศ
สรุปสิ่งที่ควรทำตอนนี้
ช่องแคบฮอร์มุซเสี่ยงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องที่จบในข่าววันเดียว ถ้าคุณค้าขายกับ UAE หรือกลุ่มอ่าวอาหรับอยู่ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือเช็กเส้นทางเรือที่ใช้อยู่ คุยกับสายเรือเรื่องเบี้ยประกันและเส้นทางสำรอง เตรียมเอกสารและสัญญาให้รองรับความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น และสื่อสารกับ buyer อย่างตรงไปตรงมาเรื่องความเสี่ยงที่มีอยู่ ไม่มีใครการันตีได้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อไหร่ แต่การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยลดผลกระทบเมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงจริง
ที่มา: กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)




