BLOG

ภาษีนำเข้าออสเตรเลีย: ส่งของจากไทยต้องรู้อะไรบ้าง

ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด: 16 กันยายน 2569 กฎหมาย อัตราภาษี ค่าธรรมเนียม และข้อกำหนดนำเข้าของออสเตรเลียเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานทางการหรือผู้ให้บริการขนส่งก่อนส่งจริงทุกครั้ง

เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือภาษี จัดทำเพื่อประกอบการตัดสินใจเบื้องต้นเท่านั้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ shipment จริง ควรตรวจสอบกับหน่วยงานทางการของออสเตรเลียหรือที่ปรึกษาที่มีใบอนุญาตโดยตรง

1. ส่งของจากไทยเข้าออสเตรเลียต้องเสียภาษีไหม?

มีโอกาสเสียภาษี 2 ประเภทหลัก คือ Customs Duty (อากรขาเข้า) และ GST (Goods and Services Tax) 10% ตาม Australian Taxation Office (ATO) ออสเตรเลียไม่มี VAT แยกต่างหาก — ใช้ระบบ GST อัตราเดียว (10%) ที่ครอบคลุมสินค้าและบริการส่วนใหญ่ (มีบางรายการที่ได้รับยกเว้น/”GST-free” ตาม ATO) ส่วนอากรขาเข้าจะเกิดขึ้นหรือไม่ ขึ้นกับพิกัดศุลกากร (HS Code) และมูลค่าสินค้า ไม่ใช่อัตราคงที่เดียวกันทุกชิ้น

สิ่งที่คนส่งของเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือ “ต่ำกว่า 1,000 เหรียญออสเตรเลีย (AUD) ไม่เสียภาษี” — ความจริงซับซ้อนกว่านั้น (ดูข้อ 2)

2. มูลค่าเท่าไรจึงเริ่มมีภาษีหรือพิธีการเพิ่มเติม?

เกณฑ์สำคัญคือ AUD 1,000 แต่เกณฑ์นี้ควบคุม “ใครเก็บภาษีและเก็บเมื่อไร” ไม่ใช่ “เสียหรือไม่เสีย” เพียงอย่างเดียว ตาม ATO:

  • สินค้ามูลค่า ≤ AUD 1,000 ที่ขายให้ผู้บริโภคออสเตรเลียโดยตรง: หากผู้ขายมียอดขายเข้าเกณฑ์จดทะเบียน GST ของออสเตรเลีย (AUD 75,000) ผู้ขายมีหน้าที่ เก็บ GST ที่จุดขาย/checkout ตั้งแต่ปี 2018 — ไม่ใช่ผู้รับจ่ายที่ด่าน
  • สินค้ามูลค่า ≤ AUD 1,000 กรณีอื่น (ของขวัญ ของใช้ส่วนตัว ไม่ใช่การขาย): ตาม Australian Border Force (ABF) โดยทั่วไป “ไม่มีอากร ภาษี หรือค่าธรรมเนียมต้องจ่ายที่ด่าน” ยกเว้นสินค้าบางประเภท เช่น แอลกอฮอล์และยาสูบ ซึ่งเสียภาษีทุกมูลค่าไม่ว่าจะต่ำกว่าเกณฑ์หรือไม่
  • สินค้ามูลค่า > AUD 1,000: ต้องยื่น Import Declaration แบบเต็ม และเสีย Duty + GST + Import Processing Charge (IPC) ครบตามจริง

พูดง่ายๆ คือ ต่ำกว่า 1,000 เหรียญมักไม่มีภาษีที่ด่าน แต่ถ้าเป็นการขายเชิงพาณิชย์ ภาษีอาจถูกเก็บไปแล้วตั้งแต่ตอนขาย ไม่ใช่ “ฟรีภาษี” เสมอไป

3. ภาษีนำเข้าออสเตรเลียมีอะไรบ้าง?

เมื่อมูลค่าเกิน AUD 1,000 จะเจอค่าใช้จ่ายภาครัฐหลายรายการแยกกัน:

  • Customs Duty: อัตราขึ้นกับพิกัด HS Code ของสินค้าแต่ละชิ้น ไม่มี “อัตราภาษีนำเข้าออสเตรเลีย” ตัวเดียว — ABF ระบุชัดว่าอากรกำหนดจากการจำแนกพิกัดศุลกากรตาม Customs Tariff Act 1995 จากการตรวจ Schedule 3 หลายพิกัดสินค้าอุปโภคทั่วไปพบอัตรา general/MFN ประมาณ 5% แต่ต้องตรวจพิกัดจริงทุกครั้ง ไม่ควรสมมติ
  • GST 10%: คิดจากฐานภาษีที่รวมอากรแล้ว (ดูสูตรข้อ 4)
  • Import Processing Charge (IPC): ค่าธรรมเนียมยื่นพิธีการ แยกจากภาษี — แบบอิเล็กทรอนิกส์ AUD 50 (มูลค่ามากกว่า 1,000 ถึงต่ำกว่า 10,000) หรือ AUD 152 (≥10,000) ตาม ABF
  • ค่าธรรมเนียม Biosecurity: ABF เก็บแทน Department of Agriculture, Fisheries and Forestry (DAFF) สำหรับ Full Import Declaration มูลค่าเกิน AUD 1,000 — ทางอากาศ AUD 48 ทางเรือ AUD 71 ใช้กับผู้นำเข้า/broker ของ consignment ที่เกิน AUD 1,000 ทุกประเภทสินค้า ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง biosecurity

4. ภาษีคำนวณจากอะไร?

สำหรับสินค้ามูลค่าเกิน AUD 1,000 ATO ให้สูตรคำนวณฐานภาษี GST ที่เรียกว่า Value of Taxable Importation (VoTI) ไว้ชัดเจน:

VoTI = มูลค่าศุลกากรของสินค้า (Customs Value)
     + อากรขาเข้าที่ต้องจ่าย (Duty)
     + ค่าขนส่งระหว่างประเทศถึงปลายทาง
     + ค่าประกันภัยการขนส่งนั้น

GST ที่ต้องจ่าย = 10% × VoTI

จุดสำคัญคือ อากรถูกรวมเข้าฐานคำนวณ GST ก่อน ดังนั้นถ้าสินค้าเสียอากรมาก ฐาน GST ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย และ ค่าขนส่ง/ประกันภัยก็รวมอยู่ในฐาน GST เช่นกัน ไม่ใช่คิดเฉพาะราคาสินค้าอย่างเดียว

5. ตัวอย่างคำนวณภาษีสินค้าจริง

ตัวอย่างภาษีด้านล่างจัดทำขึ้นเพื่ออธิบายหลักการคำนวณจากสมมติฐานที่ระบุ ภาษีและค่าใช้จ่ายจริงอาจแตกต่างตาม HS Code มูลค่าศุลกากร Country of Origin เอกสาร สิทธิทางการค้า และการพิจารณาของ Australian Border Force

ตัวอย่างที่ 1 — เสื้อยืดผ้าฝ้าย ส่งเป็นของขวัญ (ต่ำกว่าเกณฑ์) มูลค่า AUD 80 ไม่ใช่แอลกอฮอล์/ยาสูบ ไม่ใช่การขาย → ไม่มีอากร ไม่มี GST ที่ด่าน (AUD 0)

ตัวอย่างที่ 2 — แก้วมัคเซรามิกขายส่ง 300 ชิ้น ไม่มีเอกสารรับรองแหล่งกำเนิด มูลค่าศุลกากร AUD 1,500 + ค่าขนส่ง/ประกัน AUD 200 · อัตราอากร general 5% (HS 6912.00.00 เพื่ออธิบาย ต้องตรวจ classification จริงก่อนส่ง) → อากร AUD 75 · VoTI = 1,775 → GST 10% = AUD 177.5 · IPC AUD 50 + biosecurity AUD 48 → รวมประมาณ AUD 350.5

ตัวอย่างที่ 3 — แก้วมัคชุดเดียวกัน แต่มี Certificate of Origin ไทยถูกต้อง สินค้าเดียวกันทุกอย่าง แต่พิสูจน์ได้ว่าผลิต/แปรรูปในไทยตามกฎ TAFTA → อากรเป็น Free (0%) → VoTI = 1,700 → GST = AUD 170 · IPC+biosecurity AUD 98 → รวมประมาณ AUD 268 (ประหยัดกว่าตัวอย่างที่ 2 ราว AUD 82.5) — นี่คือคุณค่าจริงของการเตรียมเอกสาร Origin ให้ถูกต้อง

ตัวอย่างที่ 4 — สร้อยคอแฟชั่น ผลิตในจีน แต่ส่งออกจากไทย (มูลค่าเท่าตัวอย่างที่ 3 เพื่อเปรียบเทียบตรง) มูลค่า AUD 1,500 + ค่าขนส่ง/ประกัน AUD 200 (เท่ากับตัวอย่างที่ 3) · Country of Origin = จีน (แม้ Country of Export = ไทย) → สินค้าไม่เคยเข้าเกณฑ์ “originating” ตาม TAFTA Article 402 มาตั้งแต่ต้น เพราะไม่ได้ wholly obtained หรือผ่านกระบวนการตาม Annex 4.1 ในไทย/ออสเตรเลีย → ต้องเสียอัตรา general 5% → อากร AUD 75 · VoTI = 1,775 → GST = AUD 177.5 · IPC+biosecurity AUD 98 → รวมประมาณ AUD 350.5 — เท่ากับตัวอย่างที่ 2 (ไม่มีสิทธิ TAFTA ด้วยเหตุผลคนละแบบ) แพงกว่าตัวอย่างที่ 3 ที่มูลค่าเท่ากันแต่พิสูจน์ origin ไทยได้ ราว AUD 82.5

ตัวอย่างที่ 5 — ผ้าพันคอผ้าฝ้ายทอมือ ขายตรงให้ผู้บริโภคออนไลน์ ราคาขาย AUD 45/ชิ้น + ค่าส่ง AUD 15 (ต่ำกว่าเกณฑ์ AUD 1,000) → ไม่มีอากร/ไม่เก็บที่ด่าน แต่ ถ้าร้านค้าเข้าเกณฑ์จดทะเบียน GST ของออสเตรเลีย (ยอดขายเข้าเงื่อนไข AUD 75,000) ผู้ขายต้องเก็บ GST 10% ตั้งแต่ตอนลูกค้า checkout ไม่ใช่ผู้ซื้อจ่ายที่ด่านอีกที — ผู้ขายที่ขายตรง (ไม่ผ่าน marketplace) ควรตรวจเกณฑ์นี้กับ ATO หรือที่ปรึกษาภาษีเอง

6. สินค้าที่ผลิตในไทยได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีหรือไม่?

ไทยและออสเตรเลียมี ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มีผลตั้งแต่ปี 2005 และอากรออสเตรเลียต่อสินค้าที่มี origin เป็นไทยลดเหลือ 0% เกือบครบทุกหมวดตั้งแต่ปี 2015 ยกเว้นรายการที่ระบุไว้เฉพาะใน ABF Schedule 6 (144 พิกัดย่อย ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดแอลกอฮอล์ ยาสูบ เชื้อเพลิง และเคมีภัณฑ์บางประเภท ซึ่งยังคงเก็บในอัตราเทียบเท่าสรรพสามิตแทนที่จะเป็น Free) แต่การได้สิทธินี้ไม่ใช่อัตโนมัติ ต้องมีครบ 2 เงื่อนไข:

1. สินค้าต้องเข้าเกณฑ์ “originating” ตาม Rules of Origin ของ TAFTA คือ “wholly obtained” ในไทย หรือผ่านการแปรรูปตามเกณฑ์เฉพาะสินค้าที่กำหนดไว้ 2. ต้องมี Certificate of Origin ที่ออกโดยหน่วยงานที่ได้รับอนุญาต — ฝั่งไทยคือกรมการค้าต่างประเทศ (Department of Foreign Trade) กระทรวงพาณิชย์ — แนบมาพร้อม shipment เพื่อใช้อ้างสิทธิที่ด่านออสเตรเลีย

ห้ามเข้าใจว่า “สินค้าไทยภาษี 0%” โดยไม่มีเอกสารรองรับ เพราะหากไม่มี Certificate of Origin เจ้าหน้าที่จะใช้อัตรา general/MFN แทนเสมอ (ดูตัวอย่างที่ 2 เทียบตัวอย่างที่ 3)

7. Country of Origin สำคัญอย่างไร?

“ประเทศที่ส่งออก (Country of Export)” กับ “ประเทศแหล่งกำเนิด (Country of Origin)” เป็นคนละเรื่องกัน — Country of Origin หมายถึงประเทศที่สินค้าถูกผลิต/ปลูก/ผลิตขึ้นจริง ซึ่งอาจไม่ใช่ประเทศที่ส่งออกมา

ตัวอย่างที่พบบ่อย: สินค้าผลิตในจีน ถูกนำเข้ามาพักที่ไทย แล้วส่งต่อจากไทยไปออสเตรเลีย — Country of Export = ไทย แต่ Country of Origin ยังคงเป็นจีน กรณีนี้สินค้าไม่เข้าเกณฑ์ “originating” ตาม TAFTA Article 402 ตั้งแต่ต้น เพราะไม่ได้เป็น wholly obtained ในไทย และไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิต/แปรรูปตามเกณฑ์เฉพาะสินค้าใน Annex 4.1 ในไทยหรือออสเตรเลีย การส่งจากไทยจึงไม่ทำให้สินค้าได้สิทธิ TAFTA โดยอัตโนมัติ (ดูตัวอย่างที่ 4)

แยกอีกกรณีคือ สินค้าที่ origin เป็นไทยจริง แต่ถูกขนส่งผ่านประเทศที่สาม ก่อนถึงออสเตรเลีย — ตาม TAFTA Article 406 การขนส่งผ่าน (transit) ที่มีเพียงการขนส่งหรือการเก็บรักษาสภาพสินค้า และสินค้าไม่ถูกซื้อขายหรือนำไปใช้งานนอกไทย-ออสเตรเลียระหว่างทาง ไม่ทำให้เสียสถานะ originating สินค้าจะเสียสิทธินี้ก็ต่อเมื่อมีการผลิต/ดำเนินการเพิ่มเติมนอกสองประเทศ (เกินกว่าขนส่ง/รักษาสภาพ) หรือถูกซื้อขาย/ใช้งานนอกไทย-ออสเตรเลียระหว่างทาง

8. เขียนรายละเอียดสินค้าใน Commercial Invoice อย่างไรให้ Customs เข้าใจง่าย

ใช้หลัก สินค้าอะไร + ทำจากอะไร + ใช้เพื่ออะไร เสมอ และหลีกเลี่ยงคำกว้างๆ ที่ปิดบังชนิดสินค้า:

ไม่ควรเขียน ควรเขียน
Clothes Men’s cotton T-shirt, 100% cotton, for personal wear
Accessories Stainless steel necklace, fashion accessory for personal use
Parts Plastic replacement cover for electric fan
Gift Ceramic coffee mug, for household beverage use
Sample Cotton fabric sample, for garment production evaluation
Wood item Hand-carved wooden ornament, decorative item for personal use

ห้ามแจ้งราคาต่ำกว่าความจริง ห้ามเขียน “Gift” เพื่อหวังเลี่ยงภาษี และห้ามใช้คำกว้างที่ปิดบังชนิดสินค้าจริง — การแจ้งข้อมูลไม่ครบหรือคลุมเครือคือสาเหตุหลักที่ shipment ติดศุลกากรนานขึ้น ไม่ใช่ช่วยประหยัดภาษี

9. เสียภาษีได้ ไม่ได้แปลว่านำเข้าได้เสมอ

การคำนวณภาษีถูกต้องไม่ได้แปลว่าสินค้าจะนำเข้าออสเตรเลียได้เสมอไป Department of Agriculture, Fisheries and Forestry (DAFF) ควบคุมสินค้ากลุ่ม biosecurity แยกต่างหากจากภาษี เช่น อาหาร/นม/น้ำผึ้ง/เครื่องเทศ/อาหารเสริม, ผลิตภัณฑ์สัตว์ (หนัง ขน เขา), เมล็ดพันธุ์และพืชสด, ผลิตภัณฑ์ไม้ และเครื่องสำอาง (รวมสบู่และผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม) — ควรตรวจรายสินค้าผ่าน BICON ก่อนส่งจริงทุกครั้ง แม้เป็นของใช้ทั่วไปที่ดูไม่น่ามีปัญหา

สำหรับยา อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่าย “therapeutic good” Therapeutic Goods Administration (TGA) อนุญาตนำเข้าเพื่อใช้ส่วนตัวหรือของคนในครอบครัวใกล้ชิดเท่านั้น ปริมาณไม่เกิน 3 เดือนต่อครั้ง (รวมไม่เกิน 15 เดือนใน 12 เดือน) หากเป็นยาที่ต้องมีใบสั่งแพทย์ในออสเตรเลีย (prescription-only) ต้องมีใบสั่งยาหรือหนังสือรับรองจากแพทย์ออสเตรเลียกำกับตั้งแต่ตอนนำเข้าด้วย หากต้องการนำเข้าเกิน 3 เดือน ต้องให้แพทย์ที่ขึ้นทะเบียนในออสเตรเลียเป็นผู้ยื่นขอผ่าน Special Access Scheme แทน

10. ใครเป็นผู้จ่ายภาษีเมื่อส่งผ่าน DHL หรือ FedEx?

ตามกฎหมาย ABF ระบุว่าผู้รับผิดชอบคือ “เจ้าของสินค้า” (owner) หรือ customs broker ที่มีใบอนุญาต เป็นผู้ยื่น declaration และชำระ GST/Duty ไม่ใช่ผู้ส่งโดยอัตโนมัติ

เมื่อสินค้าส่งผ่าน Express Courier เช่น DHL Express หรือ FedEx Express อาจมีขั้นตอนเรียกเก็บภาษี/ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องตามเงื่อนไขของ Carrier — DHL ระบุว่าผู้รับมักเป็นผู้ถูกเรียกเก็บเป็นค่าเริ่มต้น เว้นแต่ผู้ส่งจะเลือกบริการจ่ายล่วงหน้า และ FedEx ระบุว่าผู้รับสามารถจ่ายตรงกับหน่วยงานเอง หรือให้ FedEx สำรองจ่ายแล้วเรียกเก็บคืนพร้อมค่าธรรมเนียม advancement/disbursement เพิ่มเติม — นี่คือแนวปฏิบัติของ Carrier ไม่ใช่ข้อกำหนดทางกฎหมายตายตัว จึงควรตกลงรูปแบบการจ่ายกับผู้รับปลายทางล่วงหน้าเสมอ

11. Checklist ก่อนส่งสินค้าไปออสเตรเลีย

  • ระบุ Country of Origin ที่แท้จริงของสินค้า แยกจาก Country of Export
  • ประเมินมูลค่าศุลกากรตามความจริง ไม่ต่ำกว่าความจริง
  • ตรวจว่ามูลค่ารวม shipment เกิน AUD 1,000 หรือไม่ เพื่อรู้ว่าจะมีอากร/GST/IPC หรือไม่
  • หากอ้างสิทธิ TAFTA ต้องมี Certificate of Origin จากกรมการค้าต่างประเทศแนบไปด้วย
  • เขียนรายละเอียดสินค้าใน Commercial Invoice ตามหลัก “อะไร + ทำจากอะไร + ใช้เพื่ออะไร”
  • ตรวจสินค้าประเภทอาหาร พืช สัตว์ ไม้ เครื่องสำอาง ยา อาหารเสริม ผ่าน BICON/TGA ก่อนส่ง
  • ตกลงกับผู้รับปลายทางล่วงหน้าว่าใครเป็นผู้จ่ายภาษี/ค่าธรรมเนียมหากมี

12. คำถามที่พบบ่อย

ส่งของไปออสเตรเลียเสียภาษีไหม? ขึ้นกับมูลค่าและลักษณะการส่ง — ของขวัญ/ของใช้ส่วนตัวมูลค่า ≤AUD 1,000 มักไม่มีอากร/GST ที่ด่าน ส่วนสินค้ามูลค่าเกิน AUD 1,000 ต้องเสียอากร (ตามพิกัด) + GST 10% + ค่าธรรมเนียมพิธีการ

มูลค่าเท่าไรถึงเริ่มเสียภาษี? เกณฑ์หลักคือ AUD 1,000 แต่สินค้าบางประเภท เช่น แอลกอฮอล์และยาสูบ เสียภาษีทุกมูลค่า และหากเป็นการขายเชิงพาณิชย์โดยผู้ขายที่จดทะเบียน GST ออสเตรเลีย GST อาจถูกเก็บตั้งแต่จุดขายแม้มูลค่าต่ำกว่า AUD 1,000

ของขวัญเสียภาษีหรือไม่? โดยทั่วไปของขวัญมูลค่า ≤AUD 1,000 ไม่มีอากร/GST ที่ด่าน แต่ต้องเป็นของขวัญจริง ไม่ใช่แจ้งเท็จเพื่อเลี่ยงภาษี

ใครเป็นผู้จ่ายภาษี ผู้ส่งหรือผู้รับ? ตามกฎหมายคือ owner (เจ้าของสินค้า) หรือ customs broker ที่มีใบอนุญาตเป็นผู้ยื่น declaration ส่วนใน courier shipment ผู้รับมักถูกเรียกเก็บเป็นค่าเริ่มต้น เว้นแต่ผู้ส่งเลือกบริการจ่ายล่วงหน้ากับ Carrier

GST คำนวณจากอะไร? GST = 10% ของ VoTI ซึ่งรวมมูลค่าศุลกากร + อากรที่ต้องจ่าย + ค่าขนส่งระหว่างประเทศ + ค่าประกันภัยขนส่ง

สินค้าไทยได้ภาษี 0% เสมอไหม? ไม่เสมอไป ต้องพิสูจน์ได้ว่าสินค้าเป็น originating goods ตามกฎ TAFTA และมี Certificate of Origin แนบไปด้วย มิฉะนั้นจะถูกเก็บอัตรา general/MFN ตามปกติ นอกจากนี้สินค้าบางหมวด (เช่น แอลกอฮอล์ ยาสูบ เชื้อเพลิง และเคมีภัณฑ์บางประเภทตาม ABF Schedule 6) ยังคงมีอัตราภาษีของตัวเองแม้เป็น origin ไทยก็ตาม

สินค้าที่ผลิตในประเทศอื่นแต่ส่งจากไทยได้สิทธิ FTA ไหม? ไม่ได้ เพราะสินค้าต้องเข้าเกณฑ์ “originating” ตาม TAFTA Article 402 ก่อน (wholly obtained ในไทย หรือผ่านกระบวนการแปรรูปตามเกณฑ์เฉพาะสินค้าใน Annex 4.1) การส่งออกจากไทยเฉยๆ ไม่ทำให้สินค้าที่ผลิตจริงในประเทศอื่นได้สิทธินี้

ขายของออนไลน์ให้ลูกค้าออสเตรเลียต้องเก็บ GST เองไหม? หากยอดขายของธุรกิจเข้าเกณฑ์จดทะเบียน GST ของออสเตรเลีย (ยอดขายในออสเตรเลียถึงเกณฑ์ AUD 75,000) ผู้ขายมีหน้าที่เก็บ GST ที่จุดขายสำหรับสินค้ามูลค่า ≤AUD 1,000 ที่ขายตรงให้ผู้บริโภค — ควรตรวจเกณฑ์นี้กับ ATO หรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

ให้ทีม SME SHIPPING ช่วยตรวจสอบก่อนส่ง

ก่อนส่งสินค้าไปออสเตรเลีย ควรตรวจสอบประเภทสินค้า Country of Origin มูลค่า น้ำหนัก และเอกสารให้ครบ หากไม่แน่ใจว่าสินค้าของคุณเข้าเกณฑ์ภาษีแบบไหน หรือควรเลือกบริการจัดส่งแบบใด ให้ทีม SME SHIPPING ช่วยตรวจสอบรายละเอียดเบื้องต้นก่อนส่งได้ — ส่งข้อมูลสินค้า ประเทศปลายทาง น้ำหนัก และขนาดมาให้ทีมดู หรือสอบถามก่อนส่ง SME SHIPPING ให้บริการ Express Air Courier ผ่าน DHL Express และ FedEx Express (รวมถึงพันธมิตรขนส่งรายอื่น) จากประเทศไทยไปออสเตรเลีย

อ่านเพิ่มเติม: บริการส่งของไปออสเตรเลีย · ข้อจำกัดในการส่งของไปออสเตรเลีย มีอะไรบ้าง?

13. แหล่งข้อมูลทางการ

ตัวอย่างภาษีในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่ออธิบายหลักการคำนวณจากสมมติฐานที่ระบุ ภาษีและค่าใช้จ่ายจริงอาจแตกต่างตาม HS Code, Customs Value, Country of Origin, เอกสาร สิทธิทางการค้า และการพิจารณาของหน่วยงานศุลกากรออสเตรเลีย

thThai