BLOG

ตลาดนมเวียดนามยังโต แต่ยังพึ่งนำเข้า: ผู้ประกอบการไทยควรดูอะไรบ้าง

ถ้าดูข่าวนี้แบบผิวเผิน อาจเห็นแค่ว่าเวียดนามบริโภคนมเพิ่มขึ้น แต่ในมุมคนทำธุรกิจส่งออก ผมมองว่า “ตลาดนมเวียดนาม” กำลังส่งสัญญาณที่น่าสนใจกว่านั้นครับ คือความต้องการยังเดินต่อ ขณะที่ฐานวัตถุดิบในประเทศยังไม่พอรองรับทั้งหมด นี่ไม่ใช่คำตอบว่าต้องรีบส่งของเข้าไปทันที แต่เป็นสัญญาณว่าตลาดยังมีพื้นที่สำหรับคนที่เข้าไปแบบมีการบ้าน

ถ้ามองในภาษาที่หลายคนใช้ค้นหาข้อมูลต่างประเทศ เรื่องนี้คือ Vietnam dairy market หรือ “ตลาดนมเวียดนาม” ที่กำลังบอกว่าความต้องการยังมีอยู่ แต่คนที่จะเข้าไปควรมองให้ครบทั้งสินค้า คู่ค้า เอกสาร และต้นทุนปลายทาง ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขการนำเข้าอย่างเดียว

ข้อมูลตั้งต้นจาก DITP ระบุว่า เวียดนามยังมีการนำเข้านมมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และน้ำนมดิบในประเทศรองรับความต้องการได้เพียงราว 40% เท่านั้น ตัวเลขแบบนี้ทำให้เห็นภาพชัดว่า แม้ตลาดจะมีผู้เล่นในประเทศอยู่แล้ว แต่การนำเข้าก็ยังเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน

Vietnam dairy market: สัญญาณจากตลาดนมเวียดนาม บอกอะไรกับ SME ไทย

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ว่าเวียดนาม “นำเข้าเยอะ” แต่คือเขานำเข้าเพราะโครงสร้างตลาดยังต้องพึ่งซัพพลายจากภายนอกอยู่พอสมควร ถ้ามองจากมุมผู้ประกอบการไทย โอกาสจึงอาจไม่ได้อยู่แค่สินค้านมพร้อมดื่มบนชั้นวาง แต่อาจอยู่ที่วัตถุดิบนม นมผง dairy ingredients หรือสินค้าอาหารที่ใช้ส่วนผสมนมและต้องการซัพพลายที่สม่ำเสมอ

ตลาดแบบนี้มักไม่ได้ตัดสินกันที่คำโฆษณา แต่วัดกันที่สเปกสินค้า ความนิ่งของคุณภาพ ราคาเมื่อเทียบกับต้นทุนปลายทาง และความพร้อมด้านเอกสาร ถ้าของคุณตอบโจทย์โรงงานหรือผู้นำเข้าได้ชัด โอกาสจะดูเป็นรูปธรรมกว่าการหว่านสินค้ากว้างๆ แล้วหวังให้ตลาดรับเอง

โอกาสมี แต่ไม่ใช่เปิดกว้างสำหรับทุกสินค้า

ผมอยากย้ำว่า ข่าวนี้เป็น market signal ไม่ใช่ประกาศซื้อ และไม่ใช่คำยืนยันว่าผู้ขายไทยจะเข้าไปได้ง่ายทุกกลุ่มสินค้า ถ้าเป็นสินค้านมสำเร็จรูปสำหรับผู้บริโภคปลายทาง คุณต้องเจอการแข่งขันทั้งจากแบรนด์ท้องถิ่น แบรนด์ต่างชาติ ช่องทางค้าปลีก และพฤติกรรมผู้บริโภคของเวียดนามเอง

แต่ถ้าเป็นตลาด B2B เช่น วัตถุดิบสำหรับโรงงานอาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่ หรือผู้ผลิตที่ต้องการแหล่งซัพพลายเพิ่มเติม โอกาสอาจชัดกว่ามาก เพราะผู้ซื้อจะมองเรื่องสเปก ความต่อเนื่องของการส่งมอบ และต้นทุนรวมมากกว่าภาพลักษณ์แบรนด์อย่างเดียว

อีกมุมหนึ่งต้องไม่ลืมว่า เวียดนามก็มีทิศทางสนับสนุนอุตสาหกรรมนมในประเทศอยู่เช่นกัน แปลว่าในระยะยาว ตลาดนี้อาจไม่ได้เปิดเหมือนเดิมตลอดเวลา ถ้าจะเข้า ควรเข้าแบบรู้ว่าตัวเองเติมช่องว่างตรงไหนในห่วงโซ่ ไม่ใช่หวังแค่ว่าตลาดยังขาดของอยู่ตอนนี้

ก่อนส่งสินค้าไปเวียดนาม ควรเช็กอะไรบ้าง

บทความต้นทางไม่ได้ลงลึกเรื่องเส้นทางขนส่งหรือค่าระวาง แต่ในมุมคนทำ shipping ผมมองว่าตลาดใกล้บ้านแบบเวียดนามมีข้อดีตรงระยะทาง และอาจเหมาะกับการเริ่มจากล็อตทดลองในบางประเภทสินค้า อย่างไรก็ตาม ของกลุ่มนมและอาหารจะมีรายละเอียดที่ต้องเช็กมากกว่าสินค้าทั่วไป

  • สินค้าของเราเข้าพิกัดอะไร และต้องใช้เอกสารอะไรบ้างนอกจาก invoice และ packing list
  • มีข้อกำหนดด้านสุขอนามัย มาตรฐานสินค้า หรือใบรับรองเพิ่มเติมหรือไม่
  • ฉลากภาษาเวียดนามต้องแสดงข้อมูลอะไรบ้าง
  • อายุสินค้าคงเหลือพอสำหรับการขนส่ง ผ่านพิธีการ และกระจายขายหรือไม่
  • ถ้าสินค้าต้องควบคุมอุณหภูมิ ต้นทุนและความเสี่ยงของ cold chain รับได้แค่ไหน
  • หากจะใช้สิทธิภาษีภายใต้กรอบอาเซียน สินค้าเข้าเกณฑ์ถิ่นกำเนิดจริงหรือไม่

จุดนี้สำคัญมากครับ เพราะบางครั้งสินค้าอาจขายได้ แต่ติดที่เอกสารไม่ครบ ฉลากไม่พร้อม หรือ shelf life เหลือไม่พอ พอของค้างด่านหรือเข้าโกดังช้า ต้นทุนจะไหลเร็วมาก โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอาหาร

เริ่มคุยกับคู่ค้าแบบไหน จะปลอดภัยกว่า

ถ้าคุณเป็น SME ไทยที่สนใจตลาดนี้ ผมแนะนำให้เริ่มจากคำถามง่ายๆ ก่อนว่า จะขายใครกันแน่ ระหว่างผู้นำเข้า โรงงาน ผู้กระจายสินค้า หรือค้าปลีกปลายทาง เพราะแต่ละแบบใช้เอกสาร เงื่อนไขราคา และรูปแบบขนส่งไม่เหมือนกัน

ถ้าเป็น B2B คุณอาจต้องเตรียม sample, spec sheet, ข้อมูลส่วนผสม, MOQ และ lead time ให้พร้อมมากกว่าการทำสื่อขาย ถ้าเป็นตลาดผู้บริโภคปลายทาง ก็ต้องกลับมาดูเรื่องแบรนด์ ราคา ฉลาก และช่องทางขายให้ครบอีกชุดหนึ่ง

ผมมองว่าตลาดนมเวียดนาม หรือ Vietnam dairy market น่าสนใจสำหรับคนที่มีจุดแข็งชัด เช่น คุณภาพนิ่ง สูตรเฉพาะ ตอบโจทย์โรงงาน หรือบริหารต้นทุนและการส่งมอบได้ดี แต่ไม่ควรรีบสรุปว่าเห็นข่าวโตแล้วต้องส่งทันที การบ้านเรื่องเอกสาร มาตรฐาน และคู่ค้ายังสำคัญกว่าเสมอ

คำถามสั้น ๆ ก่อนใช้ข่าวนี้ตัดสินใจ

  • สินค้าเราเหมาะกับตลาด B2B หรือผู้บริโภคปลายทางมากกว่ากัน
  • คู่ค้าเวียดนามต้องการเอกสารสินค้า มาตรฐานอาหาร หรือใบรับรองแบบใด
  • ต้นทุน landed cost หลังรวมขนส่ง ภาษี และค่าเอกสาร ยังแข่งขันได้หรือไม่
  • สินค้าเกี่ยวกับนมหรืออาหารมีข้อจำกัดเรื่อง shelf life และการควบคุมอุณหภูมิแค่ไหน
  • ควรเริ่มจากล็อตทดลองหรือ sample shipment ก่อนคุยคำสั่งซื้อใหญ่หรือไม่

สรุปสำหรับเจ้าของธุรกิจไทย

ถอดความให้สั้นที่สุด ข่าวนี้กำลังบอกว่าเวียดนามยังเป็นตลาดที่มีดีมานด์และยังพึ่งการนำเข้าอยู่พอสมควร จึงพอมีช่องสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มวัตถุดิบนม นมผง และสินค้าอาหารที่เกี่ยวข้อง แต่โอกาสจะเป็นของคนที่เตรียมพร้อมเรื่องสินค้า เอกสาร และรูปแบบขนส่ง มากกว่าคนที่เห็นแค่ตัวเลขตลาดแล้วรีบเข้าไป

ถ้าคุณจะใช้ข่าวนี้เป็นจุดเริ่ม ผมว่าถูกทางครับ แต่ขั้นต่อไปควรเป็นการเช็กพิกัดสินค้า คุยสเปกกับคู่ค้า และประเมินต้นทุนจริงก่อนส่งล็อตแรก จะปลอดภัยกว่าการมองว่าเป็นโอกาสที่เข้าได้ง่าย สำหรับผม Vietnam dairy market จึงเป็นเรื่องที่ควรใช้เป็นสัญญาณตั้งคำถาม มากกว่าจะใช้เป็นคำตอบสำเร็จรูป

ที่มาข้อมูลตั้งต้น: DITP

เรื่องที่ควรอ่านต่อ


ที่มา: DITP

ตลาดนมเวียดนามยังโต แต่ยังพึ่งนำเข้า: ผู้ประกอบการไทยควรดูอะไรบ้าง

thThai