BLOG

HS Code ผิดแค่ตัวเดียว เสียหายแค่ไหน? เรื่องเล็กที่ SME ส่งออกห้ามมองข้าม

ในการส่งออก–นำเข้าสินค้าระหว่างประเทศ มีรายละเอียดหนึ่งที่หลายธุรกิจ SME มองว่าเป็นแค่ตัวเลขประกอบเอกสาร แต่ความจริงแล้ว HS Code คือหัวใจสำคัญของพิธีการศุลกากรและบ่อยครั้งที่ความเสียหายใหญ่ ๆ เกิดจากความผิดพลาดเล็กน้อยอย่างการแค่ใส่ HS Code ผิดไปตัวเดียว ดังนั้น ในบทความนี้ของ SME Shipping จะพาไปทำความเข้าใจว่า HS Code คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ ใส่ผิดแล้วกระทบอะไรบ้าง และ SME จะเช็ก HS Code เบื้องต้นได้อย่างไร

HS Code คืออะไร?

HS Code (Harmonized System Code) คือรหัสพิกัดศุลกากรสากล ใช้สำหรับจำแนกประเภทสินค้าในการค้าระหว่างประเทศ โดยทั่วไปจะเป็นตัวเลข 6 หลักตามมาตรฐานสากล และหลายประเทศ (รวมถึงไทย) จะขยายเป็น 8–10 หลักเพื่อใช้คำนวณภาษีและควบคุมสินค้า หรือเข้าใจง่าย ๆ คือ HS Code = บัตรประชาชนของสินค้า ที่บอกศุลกากรว่า “นี่คือสินค้าอะไร ใช้อัตราภาษีเท่าไร และต้องควบคุมพิเศษหรือไม่”

ทำไม HS Code ถึงสำคัญ?

HS Code ไม่ได้มีไว้แค่กรอกเอกสารให้ครบ แต่มีผลโดยตรงต่อหลายเรื่อง เช่น

  • อัตราภาษีนำเข้า–ส่งออก
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษี (FTA / BOI)
  • การตรวจปล่อยสินค้า
  • กฎหมายควบคุมสินค้าเฉพาะ เช่น อย., มอก., สินค้าอันตราย
  • ต้นทุนรวมของการขนส่ง ที่ต้องนำไปตั้งราคาขาย

ถ้า HS Code ถูกต้อง ทุกขั้นตอนจะเดินหน้าได้ราบรื่น แต่ถ้าผิดแค่ตัวเดียผลกระทบอาจหนักกว่าที่คิด

ถ้าใส่ HS Code ผิด จะเกิดอะไรขึ้น?

  1. โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง หากศุลกากรตรวจพบว่าใช้ HS Code ที่อัตราภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง ผู้ประกอบการอาจถูกเรียกเก็บ ภาษีย้อนหลัง + เบี้ยปรับ + เงินเพิ่ม
  2. สินค้าติดด่าน ตรวจนาน ส่งของไม่ทัน เพราะ HS Code ผิดอาจทำให้สินค้าถูกจัดเข้ากลุ่มที่ต้อง ตรวจเอกสารหรือเปิดตรวจสินค้า ส่งผลให้ของค้างท่าเรือ ค้างสนามบิน และเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  3. เสียสิทธิ์ทางภาษีหรือ FTA ใช้ HS Code ไม่ตรงก็เท่ากับว่าไม่เข้าเงื่อนไขข้อตกลงการค้า แม้จะมี CO (Certificate of Origin) ก็อาจ โดนปฏิเสธสิทธิ์ลดภาษีได้
  4. กระทบความน่าเชื่อถือกับคู่ค้า ลูกค้าต่างประเทศอาจมองว่าผู้ขาย ไม่เป็นมืออาชีพด้านเอกสารการค้า โดยเฉพาะกรณีที่ของล่าช้า หรือมีค่าใช้จ่ายปลายทางเพิ่มโดยไม่คาดคิด
  5. มีความเสี่ยงทางกฎหมาย ในบางกรณี ศุลกากรอาจมองว่าเป็นการ สำแดงเท็จ ซึ่งมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ขึ้นอยู่กับระดับความเสียหาย 

วิธีเช็ก HS Code เบื้องต้น สำหรับ SME

แม้การตีความ HS Code อย่างถูกต้องควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญ แต่ SME สามารถเริ่มต้นได้ด้วยวิธีเหล่านี้

1. ใช้เว็บไซต์ศุลกากร

  • ตรวจสอบพิกัดจาก กรมศุลกากรไทย
  • ดูคำอธิบายสินค้า (Description) ให้ละเอียด ไม่ดูแค่ชื่อสินค้า

2. ดูจากเอกสารการส่งออกเดิม

หากเคยส่งสินค้าแบบเดียวกันมาก่อน ให้ตรวจสอบ HS Code ที่เคยใช้ และดูว่าผ่านพิธีการได้ปกติหรือไม่

3. เปรียบเทียบกับประเทศปลายทาง

บางครั้ง HS Code 6 หลักเหมือนกัน แต่ รายละเอียดปลายทางต่างกัน ควรเช็กกับ Importer หรือ Shipping Agent ปลายทางร่วมด้วย

4. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับสินค้าที่มีความซับซ้อน แนะนำให้ปรึกษา

  • Freight Forwarder
  • Shipping Agent
  • หรือ Customs Broker เพื่อลดความเสี่ยงระยะยาว

HS Code อาจดูเป็นแค่ตัวเลขไม่กี่หลัก แต่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุน ความเร็ว ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของธุรกิจส่งออก ซึ่งการใส่ HS Code ให้ถูกตั้งแต่ต้น คือการป้องกันปัญหาที่อาจแพงกว่าค่าขนส่งหลายเท่าในอนาคต ดังนั้น ถ้าต้องการตั้งราคาขายต่างประเทศอย่างแม่นยำ และไม่เจ็บตัวเพราะเอกสาร อย่ามองข้าม HS Code เพราะผิดแค่ตัวเดียวก็อาจเปลี่ยนกำไรให้กลายเป็นขาดทุนได้ทันที

HS Code ผิดแค่ตัวเดียว เสียหายแค่ไหน? เรื่องเล็กที่ SME ส่งออกห้ามมองข้าม

ในการส่งออก–นำเข้าสินค้าระหว่างประเทศ มีรายละเอียดหนึ่งที่หลายธุรกิจ SME มองว่าเป็นแค่ตัวเลขประกอบเอกสาร แต่ความจริงแล้ว HS Code คือหัวใจสำคัญของพิธีการศุลกากรและบ่อยครั้งที่ความเสียหายใหญ่ ๆ เกิดจากความผิดพลาดเล็กน้อยอย่างการแค่ใส่ HS Code ผิดไปตัวเดียว ดังนั้น ในบทความนี้ของ SME Shipping จะพาไปทำความเข้าใจว่า HS Code คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ ใส่ผิดแล้วกระทบอะไรบ้าง และ SME จะเช็ก HS Code เบื้องต้นได้อย่างไร

HS Code คืออะไร?

HS Code (Harmonized System Code) คือรหัสพิกัดศุลกากรสากล ใช้สำหรับจำแนกประเภทสินค้าในการค้าระหว่างประเทศ โดยทั่วไปจะเป็นตัวเลข 6 หลักตามมาตรฐานสากล และหลายประเทศ (รวมถึงไทย) จะขยายเป็น 8–10 หลักเพื่อใช้คำนวณภาษีและควบคุมสินค้า หรือเข้าใจง่าย ๆ คือ HS Code = บัตรประชาชนของสินค้า ที่บอกศุลกากรว่า “นี่คือสินค้าอะไร ใช้อัตราภาษีเท่าไร และต้องควบคุมพิเศษหรือไม่”

ทำไม HS Code ถึงสำคัญ?

HS Code ไม่ได้มีไว้แค่กรอกเอกสารให้ครบ แต่มีผลโดยตรงต่อหลายเรื่อง เช่น

  • อัตราภาษีนำเข้า–ส่งออก
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษี (FTA / BOI)
  • การตรวจปล่อยสินค้า
  • กฎหมายควบคุมสินค้าเฉพาะ เช่น อย., มอก., สินค้าอันตราย
  • ต้นทุนรวมของการขนส่ง ที่ต้องนำไปตั้งราคาขาย

ถ้า HS Code ถูกต้อง ทุกขั้นตอนจะเดินหน้าได้ราบรื่น แต่ถ้าผิดแค่ตัวเดียผลกระทบอาจหนักกว่าที่คิด

ถ้าใส่ HS Code ผิด จะเกิดอะไรขึ้น?

  1. โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง หากศุลกากรตรวจพบว่าใช้ HS Code ที่อัตราภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง ผู้ประกอบการอาจถูกเรียกเก็บ ภาษีย้อนหลัง + เบี้ยปรับ + เงินเพิ่ม
  2. สินค้าติดด่าน ตรวจนาน ส่งของไม่ทัน เพราะ HS Code ผิดอาจทำให้สินค้าถูกจัดเข้ากลุ่มที่ต้อง ตรวจเอกสารหรือเปิดตรวจสินค้า ส่งผลให้ของค้างท่าเรือ ค้างสนามบิน และเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  3. เสียสิทธิ์ทางภาษีหรือ FTA ใช้ HS Code ไม่ตรงก็เท่ากับว่าไม่เข้าเงื่อนไขข้อตกลงการค้า แม้จะมี CO (Certificate of Origin) ก็อาจ โดนปฏิเสธสิทธิ์ลดภาษีได้
  4. กระทบความน่าเชื่อถือกับคู่ค้า ลูกค้าต่างประเทศอาจมองว่าผู้ขาย ไม่เป็นมืออาชีพด้านเอกสารการค้า โดยเฉพาะกรณีที่ของล่าช้า หรือมีค่าใช้จ่ายปลายทางเพิ่มโดยไม่คาดคิด
  5. มีความเสี่ยงทางกฎหมาย ในบางกรณี ศุลกากรอาจมองว่าเป็นการ สำแดงเท็จ ซึ่งมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ขึ้นอยู่กับระดับความเสียหาย 

วิธีเช็ก HS Code เบื้องต้น สำหรับ SME

แม้การตีความ HS Code อย่างถูกต้องควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญ แต่ SME สามารถเริ่มต้นได้ด้วยวิธีเหล่านี้

1. ใช้เว็บไซต์ศุลกากร

  • ตรวจสอบพิกัดจาก กรมศุลกากรไทย
  • ดูคำอธิบายสินค้า (Description) ให้ละเอียด ไม่ดูแค่ชื่อสินค้า

2. ดูจากเอกสารการส่งออกเดิม

หากเคยส่งสินค้าแบบเดียวกันมาก่อน ให้ตรวจสอบ HS Code ที่เคยใช้ และดูว่าผ่านพิธีการได้ปกติหรือไม่

3. เปรียบเทียบกับประเทศปลายทาง

บางครั้ง HS Code 6 หลักเหมือนกัน แต่ รายละเอียดปลายทางต่างกัน ควรเช็กกับ Importer หรือ Shipping Agent ปลายทางร่วมด้วย

4. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับสินค้าที่มีความซับซ้อน แนะนำให้ปรึกษา

  • Freight Forwarder
  • Shipping Agent
  • หรือ Customs Broker เพื่อลดความเสี่ยงระยะยาว

HS Code อาจดูเป็นแค่ตัวเลขไม่กี่หลัก แต่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุน ความเร็ว ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของธุรกิจส่งออก ซึ่งการใส่ HS Code ให้ถูกตั้งแต่ต้น คือการป้องกันปัญหาที่อาจแพงกว่าค่าขนส่งหลายเท่าในอนาคต ดังนั้น ถ้าต้องการตั้งราคาขายต่างประเทศอย่างแม่นยำ และไม่เจ็บตัวเพราะเอกสาร อย่ามองข้าม HS Code เพราะผิดแค่ตัวเดียวก็อาจเปลี่ยนกำไรให้กลายเป็นขาดทุนได้ทันที

ในการส่งออก–นำเข้าสินค้าระหว่างประเทศ มีรายละเอียดหนึ่งที่หลายธุรกิจ SME มองว่าเป็นแค่ตัวเลขประกอบเอกสาร แต่ความจริงแล้ว HS Code คือหัวใจสำคัญของพิธีการศุลกากรและบ่อยครั้งที่ความเสียหายใหญ่ ๆ เกิดจากความผิดพลาดเล็กน้อยอย่างการแค่ใส่ HS Code ผิดไปตัวเดียว ดังนั้น ในบทความนี้ของ SME Shipping จะพาไปทำความเข้าใจว่า HS Code คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ ใส่ผิดแล้วกระทบอะไรบ้าง และ SME จะเช็ก HS Code เบื้องต้นได้อย่างไร

HS Code คืออะไร?

HS Code (Harmonized System Code) คือรหัสพิกัดศุลกากรสากล ใช้สำหรับจำแนกประเภทสินค้าในการค้าระหว่างประเทศ โดยทั่วไปจะเป็นตัวเลข 6 หลักตามมาตรฐานสากล และหลายประเทศ (รวมถึงไทย) จะขยายเป็น 8–10 หลักเพื่อใช้คำนวณภาษีและควบคุมสินค้า หรือเข้าใจง่าย ๆ คือ HS Code = บัตรประชาชนของสินค้า ที่บอกศุลกากรว่า “นี่คือสินค้าอะไร ใช้อัตราภาษีเท่าไร และต้องควบคุมพิเศษหรือไม่”

ทำไม HS Code ถึงสำคัญ?

HS Code ไม่ได้มีไว้แค่กรอกเอกสารให้ครบ แต่มีผลโดยตรงต่อหลายเรื่อง เช่น

  • อัตราภาษีนำเข้า–ส่งออก
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษี (FTA / BOI)
  • การตรวจปล่อยสินค้า
  • กฎหมายควบคุมสินค้าเฉพาะ เช่น อย., มอก., สินค้าอันตราย
  • ต้นทุนรวมของการขนส่ง ที่ต้องนำไปตั้งราคาขาย

ถ้า HS Code ถูกต้อง ทุกขั้นตอนจะเดินหน้าได้ราบรื่น แต่ถ้าผิดแค่ตัวเดียผลกระทบอาจหนักกว่าที่คิด

ถ้าใส่ HS Code ผิด จะเกิดอะไรขึ้น?

  1. โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง หากศุลกากรตรวจพบว่าใช้ HS Code ที่อัตราภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง ผู้ประกอบการอาจถูกเรียกเก็บ ภาษีย้อนหลัง + เบี้ยปรับ + เงินเพิ่ม
  2. สินค้าติดด่าน ตรวจนาน ส่งของไม่ทัน เพราะ HS Code ผิดอาจทำให้สินค้าถูกจัดเข้ากลุ่มที่ต้อง ตรวจเอกสารหรือเปิดตรวจสินค้า ส่งผลให้ของค้างท่าเรือ ค้างสนามบิน และเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  3. เสียสิทธิ์ทางภาษีหรือ FTA ใช้ HS Code ไม่ตรงก็เท่ากับว่าไม่เข้าเงื่อนไขข้อตกลงการค้า แม้จะมี CO (Certificate of Origin) ก็อาจ โดนปฏิเสธสิทธิ์ลดภาษีได้
  4. กระทบความน่าเชื่อถือกับคู่ค้า ลูกค้าต่างประเทศอาจมองว่าผู้ขาย ไม่เป็นมืออาชีพด้านเอกสารการค้า โดยเฉพาะกรณีที่ของล่าช้า หรือมีค่าใช้จ่ายปลายทางเพิ่มโดยไม่คาดคิด
  5. มีความเสี่ยงทางกฎหมาย ในบางกรณี ศุลกากรอาจมองว่าเป็นการ สำแดงเท็จ ซึ่งมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ขึ้นอยู่กับระดับความเสียหาย 

วิธีเช็ก HS Code เบื้องต้น สำหรับ SME

แม้การตีความ HS Code อย่างถูกต้องควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญ แต่ SME สามารถเริ่มต้นได้ด้วยวิธีเหล่านี้

1. ใช้เว็บไซต์ศุลกากร

  • ตรวจสอบพิกัดจาก กรมศุลกากรไทย
  • ดูคำอธิบายสินค้า (Description) ให้ละเอียด ไม่ดูแค่ชื่อสินค้า

2. ดูจากเอกสารการส่งออกเดิม

หากเคยส่งสินค้าแบบเดียวกันมาก่อน ให้ตรวจสอบ HS Code ที่เคยใช้ และดูว่าผ่านพิธีการได้ปกติหรือไม่

3. เปรียบเทียบกับประเทศปลายทาง

บางครั้ง HS Code 6 หลักเหมือนกัน แต่ รายละเอียดปลายทางต่างกัน ควรเช็กกับ Importer หรือ Shipping Agent ปลายทางร่วมด้วย

4. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับสินค้าที่มีความซับซ้อน แนะนำให้ปรึกษา

  • Freight Forwarder
  • Shipping Agent
  • หรือ Customs Broker เพื่อลดความเสี่ยงระยะยาว

HS Code อาจดูเป็นแค่ตัวเลขไม่กี่หลัก แต่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุน ความเร็ว ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของธุรกิจส่งออก ซึ่งการใส่ HS Code ให้ถูกตั้งแต่ต้น คือการป้องกันปัญหาที่อาจแพงกว่าค่าขนส่งหลายเท่าในอนาคต ดังนั้น ถ้าต้องการตั้งราคาขายต่างประเทศอย่างแม่นยำ และไม่เจ็บตัวเพราะเอกสาร อย่ามองข้าม HS Code เพราะผิดแค่ตัวเดียวก็อาจเปลี่ยนกำไรให้กลายเป็นขาดทุนได้ทันที

ในการส่งออก–นำเข้าสินค้าระหว่างประเทศ มีรายละเอียดหนึ่งที่หลายธุรกิจ SME มองว่าเป็นแค่ตัวเลขประกอบเอกสาร แต่ความจริงแล้ว HS Code คือหัวใจสำคัญของพิธีการศุลกากรและบ่อยครั้งที่ความเสียหายใหญ่ ๆ เกิดจากความผิดพลาดเล็กน้อยอย่างการแค่ใส่ HS Code ผิดไปตัวเดียว ดังนั้น ในบทความนี้ของ SME Shipping จะพาไปทำความเข้าใจว่า HS Code คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ ใส่ผิดแล้วกระทบอะไรบ้าง และ SME จะเช็ก HS Code เบื้องต้นได้อย่างไร

HS Code คืออะไร?

HS Code (Harmonized System Code) คือรหัสพิกัดศุลกากรสากล ใช้สำหรับจำแนกประเภทสินค้าในการค้าระหว่างประเทศ โดยทั่วไปจะเป็นตัวเลข 6 หลักตามมาตรฐานสากล และหลายประเทศ (รวมถึงไทย) จะขยายเป็น 8–10 หลักเพื่อใช้คำนวณภาษีและควบคุมสินค้า หรือเข้าใจง่าย ๆ คือ HS Code = บัตรประชาชนของสินค้า ที่บอกศุลกากรว่า “นี่คือสินค้าอะไร ใช้อัตราภาษีเท่าไร และต้องควบคุมพิเศษหรือไม่”

ทำไม HS Code ถึงสำคัญ?

HS Code ไม่ได้มีไว้แค่กรอกเอกสารให้ครบ แต่มีผลโดยตรงต่อหลายเรื่อง เช่น

  • อัตราภาษีนำเข้า–ส่งออก
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษี (FTA / BOI)
  • การตรวจปล่อยสินค้า
  • กฎหมายควบคุมสินค้าเฉพาะ เช่น อย., มอก., สินค้าอันตราย
  • ต้นทุนรวมของการขนส่ง ที่ต้องนำไปตั้งราคาขาย

ถ้า HS Code ถูกต้อง ทุกขั้นตอนจะเดินหน้าได้ราบรื่น แต่ถ้าผิดแค่ตัวเดียผลกระทบอาจหนักกว่าที่คิด

ถ้าใส่ HS Code ผิด จะเกิดอะไรขึ้น?

  1. โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง หากศุลกากรตรวจพบว่าใช้ HS Code ที่อัตราภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง ผู้ประกอบการอาจถูกเรียกเก็บ ภาษีย้อนหลัง + เบี้ยปรับ + เงินเพิ่ม
  2. สินค้าติดด่าน ตรวจนาน ส่งของไม่ทัน เพราะ HS Code ผิดอาจทำให้สินค้าถูกจัดเข้ากลุ่มที่ต้อง ตรวจเอกสารหรือเปิดตรวจสินค้า ส่งผลให้ของค้างท่าเรือ ค้างสนามบิน และเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  3. เสียสิทธิ์ทางภาษีหรือ FTA ใช้ HS Code ไม่ตรงก็เท่ากับว่าไม่เข้าเงื่อนไขข้อตกลงการค้า แม้จะมี CO (Certificate of Origin) ก็อาจ โดนปฏิเสธสิทธิ์ลดภาษีได้
  4. กระทบความน่าเชื่อถือกับคู่ค้า ลูกค้าต่างประเทศอาจมองว่าผู้ขาย ไม่เป็นมืออาชีพด้านเอกสารการค้า โดยเฉพาะกรณีที่ของล่าช้า หรือมีค่าใช้จ่ายปลายทางเพิ่มโดยไม่คาดคิด
  5. มีความเสี่ยงทางกฎหมาย ในบางกรณี ศุลกากรอาจมองว่าเป็นการ สำแดงเท็จ ซึ่งมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ขึ้นอยู่กับระดับความเสียหาย 

วิธีเช็ก HS Code เบื้องต้น สำหรับ SME

แม้การตีความ HS Code อย่างถูกต้องควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญ แต่ SME สามารถเริ่มต้นได้ด้วยวิธีเหล่านี้

1. ใช้เว็บไซต์ศุลกากร

  • ตรวจสอบพิกัดจาก กรมศุลกากรไทย
  • ดูคำอธิบายสินค้า (Description) ให้ละเอียด ไม่ดูแค่ชื่อสินค้า

2. ดูจากเอกสารการส่งออกเดิม

หากเคยส่งสินค้าแบบเดียวกันมาก่อน ให้ตรวจสอบ HS Code ที่เคยใช้ และดูว่าผ่านพิธีการได้ปกติหรือไม่

3. เปรียบเทียบกับประเทศปลายทาง

บางครั้ง HS Code 6 หลักเหมือนกัน แต่ รายละเอียดปลายทางต่างกัน ควรเช็กกับ Importer หรือ Shipping Agent ปลายทางร่วมด้วย

4. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับสินค้าที่มีความซับซ้อน แนะนำให้ปรึกษา

  • Freight Forwarder
  • Shipping Agent
  • หรือ Customs Broker เพื่อลดความเสี่ยงระยะยาว

HS Code อาจดูเป็นแค่ตัวเลขไม่กี่หลัก แต่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุน ความเร็ว ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของธุรกิจส่งออก ซึ่งการใส่ HS Code ให้ถูกตั้งแต่ต้น คือการป้องกันปัญหาที่อาจแพงกว่าค่าขนส่งหลายเท่าในอนาคต ดังนั้น ถ้าต้องการตั้งราคาขายต่างประเทศอย่างแม่นยำ และไม่เจ็บตัวเพราะเอกสาร อย่ามองข้าม HS Code เพราะผิดแค่ตัวเดียวก็อาจเปลี่ยนกำไรให้กลายเป็นขาดทุนได้ทันที

ในการส่งออก–นำเข้าสินค้าระหว่างประเทศ มีรายละเอียดหนึ่งที่หลายธุรกิจ SME มองว่าเป็นแค่ตัวเลขประกอบเอกสาร แต่ความจริงแล้ว HS Code คือหัวใจสำคัญของพิธีการศุลกากรและบ่อยครั้งที่ความเสียหายใหญ่ ๆ เกิดจากความผิดพลาดเล็กน้อยอย่างการแค่ใส่ HS Code ผิดไปตัวเดียว ดังนั้น ในบทความนี้ของ SME Shipping จะพาไปทำความเข้าใจว่า HS Code คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ ใส่ผิดแล้วกระทบอะไรบ้าง และ SME จะเช็ก HS Code เบื้องต้นได้อย่างไร

HS Code คืออะไร?

HS Code (Harmonized System Code) คือรหัสพิกัดศุลกากรสากล ใช้สำหรับจำแนกประเภทสินค้าในการค้าระหว่างประเทศ โดยทั่วไปจะเป็นตัวเลข 6 หลักตามมาตรฐานสากล และหลายประเทศ (รวมถึงไทย) จะขยายเป็น 8–10 หลักเพื่อใช้คำนวณภาษีและควบคุมสินค้า หรือเข้าใจง่าย ๆ คือ HS Code = บัตรประชาชนของสินค้า ที่บอกศุลกากรว่า “นี่คือสินค้าอะไร ใช้อัตราภาษีเท่าไร และต้องควบคุมพิเศษหรือไม่”

ทำไม HS Code ถึงสำคัญ?

HS Code ไม่ได้มีไว้แค่กรอกเอกสารให้ครบ แต่มีผลโดยตรงต่อหลายเรื่อง เช่น

  • อัตราภาษีนำเข้า–ส่งออก
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษี (FTA / BOI)
  • การตรวจปล่อยสินค้า
  • กฎหมายควบคุมสินค้าเฉพาะ เช่น อย., มอก., สินค้าอันตราย
  • ต้นทุนรวมของการขนส่ง ที่ต้องนำไปตั้งราคาขาย

ถ้า HS Code ถูกต้อง ทุกขั้นตอนจะเดินหน้าได้ราบรื่น แต่ถ้าผิดแค่ตัวเดียผลกระทบอาจหนักกว่าที่คิด

ถ้าใส่ HS Code ผิด จะเกิดอะไรขึ้น?

  1. โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง หากศุลกากรตรวจพบว่าใช้ HS Code ที่อัตราภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง ผู้ประกอบการอาจถูกเรียกเก็บ ภาษีย้อนหลัง + เบี้ยปรับ + เงินเพิ่ม
  2. สินค้าติดด่าน ตรวจนาน ส่งของไม่ทัน เพราะ HS Code ผิดอาจทำให้สินค้าถูกจัดเข้ากลุ่มที่ต้อง ตรวจเอกสารหรือเปิดตรวจสินค้า ส่งผลให้ของค้างท่าเรือ ค้างสนามบิน และเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  3. เสียสิทธิ์ทางภาษีหรือ FTA ใช้ HS Code ไม่ตรงก็เท่ากับว่าไม่เข้าเงื่อนไขข้อตกลงการค้า แม้จะมี CO (Certificate of Origin) ก็อาจ โดนปฏิเสธสิทธิ์ลดภาษีได้
  4. กระทบความน่าเชื่อถือกับคู่ค้า ลูกค้าต่างประเทศอาจมองว่าผู้ขาย ไม่เป็นมืออาชีพด้านเอกสารการค้า โดยเฉพาะกรณีที่ของล่าช้า หรือมีค่าใช้จ่ายปลายทางเพิ่มโดยไม่คาดคิด
  5. มีความเสี่ยงทางกฎหมาย ในบางกรณี ศุลกากรอาจมองว่าเป็นการ สำแดงเท็จ ซึ่งมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ขึ้นอยู่กับระดับความเสียหาย 

วิธีเช็ก HS Code เบื้องต้น สำหรับ SME

แม้การตีความ HS Code อย่างถูกต้องควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญ แต่ SME สามารถเริ่มต้นได้ด้วยวิธีเหล่านี้

1. ใช้เว็บไซต์ศุลกากร

  • ตรวจสอบพิกัดจาก กรมศุลกากรไทย
  • ดูคำอธิบายสินค้า (Description) ให้ละเอียด ไม่ดูแค่ชื่อสินค้า

2. ดูจากเอกสารการส่งออกเดิม

หากเคยส่งสินค้าแบบเดียวกันมาก่อน ให้ตรวจสอบ HS Code ที่เคยใช้ และดูว่าผ่านพิธีการได้ปกติหรือไม่

3. เปรียบเทียบกับประเทศปลายทาง

บางครั้ง HS Code 6 หลักเหมือนกัน แต่ รายละเอียดปลายทางต่างกัน ควรเช็กกับ Importer หรือ Shipping Agent ปลายทางร่วมด้วย

4. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับสินค้าที่มีความซับซ้อน แนะนำให้ปรึกษา

  • Freight Forwarder
  • Shipping Agent
  • หรือ Customs Broker เพื่อลดความเสี่ยงระยะยาว

HS Code อาจดูเป็นแค่ตัวเลขไม่กี่หลัก แต่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุน ความเร็ว ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของธุรกิจส่งออก ซึ่งการใส่ HS Code ให้ถูกตั้งแต่ต้น คือการป้องกันปัญหาที่อาจแพงกว่าค่าขนส่งหลายเท่าในอนาคต ดังนั้น ถ้าต้องการตั้งราคาขายต่างประเทศอย่างแม่นยำ และไม่เจ็บตัวเพราะเอกสาร อย่ามองข้าม HS Code เพราะผิดแค่ตัวเดียวก็อาจเปลี่ยนกำไรให้กลายเป็นขาดทุนได้ทันที

ในการส่งออก–นำเข้าสินค้าระหว่างประเทศ มีรายละเอียดหนึ่งที่หลายธุรกิจ SME มองว่าเป็นแค่ตัวเลขประกอบเอกสาร แต่ความจริงแล้ว HS Code คือหัวใจสำคัญของพิธีการศุลกากรและบ่อยครั้งที่ความเสียหายใหญ่ ๆ เกิดจากความผิดพลาดเล็กน้อยอย่างการแค่ใส่ HS Code ผิดไปตัวเดียว ดังนั้น ในบทความนี้ของ SME Shipping จะพาไปทำความเข้าใจว่า HS Code คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ ใส่ผิดแล้วกระทบอะไรบ้าง และ SME จะเช็ก HS Code เบื้องต้นได้อย่างไร

HS Code คืออะไร?

HS Code (Harmonized System Code) คือรหัสพิกัดศุลกากรสากล ใช้สำหรับจำแนกประเภทสินค้าในการค้าระหว่างประเทศ โดยทั่วไปจะเป็นตัวเลข 6 หลักตามมาตรฐานสากล และหลายประเทศ (รวมถึงไทย) จะขยายเป็น 8–10 หลักเพื่อใช้คำนวณภาษีและควบคุมสินค้า หรือเข้าใจง่าย ๆ คือ HS Code = บัตรประชาชนของสินค้า ที่บอกศุลกากรว่า “นี่คือสินค้าอะไร ใช้อัตราภาษีเท่าไร และต้องควบคุมพิเศษหรือไม่”

ทำไม HS Code ถึงสำคัญ?

HS Code ไม่ได้มีไว้แค่กรอกเอกสารให้ครบ แต่มีผลโดยตรงต่อหลายเรื่อง เช่น

  • อัตราภาษีนำเข้า–ส่งออก
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษี (FTA / BOI)
  • การตรวจปล่อยสินค้า
  • กฎหมายควบคุมสินค้าเฉพาะ เช่น อย., มอก., สินค้าอันตราย
  • ต้นทุนรวมของการขนส่ง ที่ต้องนำไปตั้งราคาขาย

ถ้า HS Code ถูกต้อง ทุกขั้นตอนจะเดินหน้าได้ราบรื่น แต่ถ้าผิดแค่ตัวเดียผลกระทบอาจหนักกว่าที่คิด

ถ้าใส่ HS Code ผิด จะเกิดอะไรขึ้น?

  1. โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง หากศุลกากรตรวจพบว่าใช้ HS Code ที่อัตราภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง ผู้ประกอบการอาจถูกเรียกเก็บ ภาษีย้อนหลัง + เบี้ยปรับ + เงินเพิ่ม
  2. สินค้าติดด่าน ตรวจนาน ส่งของไม่ทัน เพราะ HS Code ผิดอาจทำให้สินค้าถูกจัดเข้ากลุ่มที่ต้อง ตรวจเอกสารหรือเปิดตรวจสินค้า ส่งผลให้ของค้างท่าเรือ ค้างสนามบิน และเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  3. เสียสิทธิ์ทางภาษีหรือ FTA ใช้ HS Code ไม่ตรงก็เท่ากับว่าไม่เข้าเงื่อนไขข้อตกลงการค้า แม้จะมี CO (Certificate of Origin) ก็อาจ โดนปฏิเสธสิทธิ์ลดภาษีได้
  4. กระทบความน่าเชื่อถือกับคู่ค้า ลูกค้าต่างประเทศอาจมองว่าผู้ขาย ไม่เป็นมืออาชีพด้านเอกสารการค้า โดยเฉพาะกรณีที่ของล่าช้า หรือมีค่าใช้จ่ายปลายทางเพิ่มโดยไม่คาดคิด
  5. มีความเสี่ยงทางกฎหมาย ในบางกรณี ศุลกากรอาจมองว่าเป็นการ สำแดงเท็จ ซึ่งมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ขึ้นอยู่กับระดับความเสียหาย 

วิธีเช็ก HS Code เบื้องต้น สำหรับ SME

แม้การตีความ HS Code อย่างถูกต้องควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญ แต่ SME สามารถเริ่มต้นได้ด้วยวิธีเหล่านี้

1. ใช้เว็บไซต์ศุลกากร

  • ตรวจสอบพิกัดจาก กรมศุลกากรไทย
  • ดูคำอธิบายสินค้า (Description) ให้ละเอียด ไม่ดูแค่ชื่อสินค้า

2. ดูจากเอกสารการส่งออกเดิม

หากเคยส่งสินค้าแบบเดียวกันมาก่อน ให้ตรวจสอบ HS Code ที่เคยใช้ และดูว่าผ่านพิธีการได้ปกติหรือไม่

3. เปรียบเทียบกับประเทศปลายทาง

บางครั้ง HS Code 6 หลักเหมือนกัน แต่ รายละเอียดปลายทางต่างกัน ควรเช็กกับ Importer หรือ Shipping Agent ปลายทางร่วมด้วย

4. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับสินค้าที่มีความซับซ้อน แนะนำให้ปรึกษา

  • Freight Forwarder
  • Shipping Agent
  • หรือ Customs Broker เพื่อลดความเสี่ยงระยะยาว

HS Code อาจดูเป็นแค่ตัวเลขไม่กี่หลัก แต่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุน ความเร็ว ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของธุรกิจส่งออก ซึ่งการใส่ HS Code ให้ถูกตั้งแต่ต้น คือการป้องกันปัญหาที่อาจแพงกว่าค่าขนส่งหลายเท่าในอนาคต ดังนั้น ถ้าต้องการตั้งราคาขายต่างประเทศอย่างแม่นยำ และไม่เจ็บตัวเพราะเอกสาร อย่ามองข้าม HS Code เพราะผิดแค่ตัวเดียวก็อาจเปลี่ยนกำไรให้กลายเป็นขาดทุนได้ทันที