BLOG

ตั้งราคาขายต่างประเทศอย่างไร ไม่ให้กำไรหายไปกับค่าขนส่ง

การขยายตลาดไปขายสินค้าต่างประเทศคือก้าวสำคัญของธุรกิจ SME แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการหลายรายมักเจอเหมือนกันคือ ขายได้แต่กำไรไม่เหลือ ซึ่งต้นเหตุสำคัญไม่ได้มาจากตัวสินค้าแต่อยู่ที่การตั้งราคาขาย  โดยเฉพาะ ค่าขนส่งระหว่างประเทศที่มีรายละเอียดซับซ้อนและต้นทุนแฝงมากกว่าที่คิด ในบทความนี้ของ SME Shipping จะพาคุณเข้าใจวิธีตั้งราคาขายต่างประเทศอย่างเป็นระบบเพื่อให้ราคาที่ตั้งไว้ครอบคลุมต้นทุนจริง แข่งขันได้ในตลาด และไม่เจ๊งเพราะค่าขนส่งโดยไม่รู้ตัว

ทำไมการตั้งราคาขายต่างประเทศ ถึงไม่เหมือนขายในประเทศ?

การขายในประเทศ เราอาจคุ้นชินกับสูตรง่าย ๆ กับสูตรต้นทุนสินค้า + กำไร = ราคาขาย

แต่เมื่อเป็นการขายข้ามประเทศ สูตรนี้ไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะมีต้นทุนอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น

  • ค่าขนส่งระหว่างประเทศ
  • ค่าประกันสินค้า
  • ภาษีนำเข้าและพิธีการศุลกากร
  • ค่าเอกสาร ค่าบริหารจัดการโลจิสติกส์
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

หากตั้งราคาจากต้นทุนสินค้าเพียงอย่างเดียว มีโอกาสสูงมากที่กำไรจะถูกค่าขนส่งกินไปจนหมดโดยไม่รู้ตัว

ค่าขนส่ง เป็นต้นทุนที่มองข้ามไม่ได้

สำหรับการขายต่างประเทศ ค่าขนส่งไม่ใช่แค่ค่าส่งพัสดุ แต่รวมถึงค่าใช้จ่ายหลายส่วน เช่น

  • ค่าขนส่งจากโรงงานหรือโกดังไปยังท่าเรือ
  • ค่าระวางเรือหรือเครื่องบิน
  • ค่าบริการปลายทาง (ปล่อยของ ศุลกากร ค่าขนส่งถึงลูกค้า)
  • ค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า

ถ้าไม่คิดต้นทุนเหล่านี้ตั้งแต่ต้น ราคาที่ตั้งไว้บนกระดาษอาจดูเหมือนขายได้ แต่ในความเป็นจริงตัวเลขในบัญชีอาจกำลังฟ้องว่าคุณขาดทุนทุกออเดอร์โดยไม่รู้ตัว แล้วการตั้งราคาขายต่างประเทศควรเริ่มจากตรงไหน? 

ตั้งราคาขายต่างประเทศ ต้องเริ่มจากอะไร?

1. เริ่มจากการเห็น “ต้นทุนจริง” ให้ครบทุกขั้นตอน

ก่อนจะคิดเรื่องกำไร สิ่งแรกที่ต้องชัดคือ ต้นทุนทั้งหมดที่คุณต้องจ่ายจริง ไม่ใช่แค่ต้นทุนสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง

  • ต้นทุนการผลิตหรือราคาสินค้า (COGS)
  • ค่าขนส่งระหว่างประเทศในทุกช่วง
  • ค่าประกันสินค้า
  • ภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง
  • ค่าแรง ค่าเอกสาร และค่าจัดการโลจิสติกส์
  • ค่าใช้จ่ายจากการชำระเงินและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

เมื่อคุณเห็นตัวเลขเหล่านี้รวมกันอย่างชัดเจน จะรู้ทันทีว่าราคาขายขั้นต่ำควรอยู่ตรงไหน ถึงจะไม่ขายไปขาดทุน

2. เลือก Incoterms ให้เหมาะสม ไม่ใช่แค่ตามที่ลูกค้าขอ

Incoterms คือเงื่อนไขสากลที่ใช้กำหนดว่าใครเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในแต่ละช่วงของการขนส่ง เช่น

  • FOB ผู้ขายดูแลถึงท่าเรือต้นทาง
  • CIF ผู้ขายดูแลถึงท่าเรือปลายทาง พร้อมค่าประกัน
  • DDP ผู้ขายดูแลทุกอย่างจนสินค้าถึงมือลูกค้า

ยิ่งคุณรับผิดชอบมากเท่าไร ต้นทุนก็ยิ่งสูงขึ้นตามมา และต้นทุนเหล่านี้ต้องถูกสะท้อนเข้าไปในราคาขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การเลือก Incoterms ที่เหมาะกับโมเดลธุรกิจ จะช่วยให้คุณควบคุมกำไรได้ดีขึ้นตั้งแต่ต้น

 3. อย่าตั้งราคาโดยไม่มองตลาดปลายทาง

ราคาที่ดีไม่ใช่แค่คุ้มต้นทุน แต่ต้องเหมาะกับตลาดที่คุณกำลังจะเข้าไปขาย เพราะในบางประเทศลูกค้าให้ความสำคัญกับคุณภาพ แบรนด์ และความน่าเชื่อถือ ในขณะที่บางตลาดแข่งขันกันที่ราคาเป็นหลัก และหากตั้งราคาสูงเกินไปสินค้าอาจขายไม่ออก แต่ถ้าตั้งต่ำเกินไป ก็อาจต้องแข่งตัดราคาจนกำไรหายไปในระยะยาวได้

4. มีกลยุทธ์ราคาให้ชัด ก่อนลงตลาดจริง

การตั้งราคาที่ดีควรตอบคำถามให้ได้ว่าคุณต้องการอะไรจากตลาดนี้

  • ต้องการเจาะตลาดช่วงเริ่มต้น
  • ต้องการวางตำแหน่งสินค้าเป็นพรีเมียม
  • ต้องการตั้งราคาให้ใกล้เคียงคู่แข่ง
  • หรือเน้นคุณค่าที่ลูกค้าได้รับมากกว่าราคา

ไม่ว่าจะเลือกทางไหน สิ่งสำคัญคือทุกตัวเลขต้องมีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่การตั้งราคาแบบเดา

ถ้าตั้งราคาพลาด จะเกิดอะไรขึ้น?

การตั้งราคาขายต่างประเทศโดยไม่คิดให้รอบคอบ อาจนำไปสู่ปัญหาที่หลาย SME เคยเจอ เช่น

  • กำไรที่ควรได้ หายไปกับค่าขนส่ง
  • ยอดขายดูดี แต่เงินสดหมุนไม่ทัน
  • ไม่สามารถขยายตลาดหรือรับออเดอร์เพิ่มได้
  • ต้องกลับมาแก้ราคาใหม่ จนเสียความน่าเชื่อถือกับลูกค้า 

ในการตั้งราคาขายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ขายในประเทศหรือนอกประเทศก็ตาม ให้คิดไว้เสมอว่าราคาที่ดี คือรากฐานของการขายอย่างยั่งยืน และการตั้งราคาขายสินค้าต่างประเทศไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเกินไปหากคุณเริ่มจาก

  • เข้าใจต้นทุนจริง
  • มองค่าขนส่งให้ครบทุกมิติ
  • เลือกเงื่อนไขการส่งมอบให้เหมาะ  และตั้งราคาให้สอดคล้องกับตลาด

สำหรับธุรกิจ SME การคิดราคาอย่างมืออาชีพตั้งแต่ต้นจะช่วยให้คุณ ขายได้ กำไรไม่หาย และเติบโตในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง

ตั้งราคาขายต่างประเทศอย่างไร ไม่ให้กำไรหายไปกับค่าขนส่ง