เพดานโซเดียม UAE กำลังเป็นเรื่องที่ร้านอาหารแปรรูปไทยหลายเจ้าต้องเริ่มคุยกับทีมสูตรและทีมเอกสารพร้อมกัน เพราะนี่ไม่ใช่แค่ประกาศสุขภาพทั่วไปที่อ่านผ่านแล้วปล่อยไว้ ถ้าคุณส่งขนมปัง เครื่องดื่มนมปรุงแต่ง โยเกิร์ต ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม หรือชีสแปรรูปเข้าตลาดยูเออี เรื่องนี้กระทบตรงกับสูตรสินค้าที่คุณผลิตอยู่ตอนนี้
ซึ่งผมอยากเล่าเกี่ยวกับเรื่อง
- ทำไมยูเออีถึงออกเพดานโซเดียม น้ำตาล ไขมัน
- สินค้ากลุ่มไหนเข้าข่ายและเพดานเท่าไหร่
- กรอบเวลาที่ต้องปรับตัว
- ความเสี่ยงถ้าไม่ปรับสูตรตามกำหนด
- วิธีขอยกเว้นเพดานระยะแรก
- เช็กลิสต์ที่ควรทำก่อนส่งของล็อตใหม่
เพดานโซเดียม UAE มาจากอะไร
ยูเออีต้องการลดโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในประเทศ เลยกำหนดเพดานโซเดียม น้ำตาล และไขมันในอาหารแปรรูปบางกลุ่ม ครอบคลุมทั้งของที่ผลิตในประเทศ สินค้านำเข้า และของที่อยู่ในเขตปลอดอากร พูดง่าย ๆ คือไม่ว่าคุณจะส่งผ่านช่องทางไหน ถ้าสินค้าสุดท้ายไปขายในตลาดยูเออี ก็ต้องเข้าเกณฑ์นี้ ยกเว้นกรณีที่ผลิตหรือนำเข้าเพื่อส่งออกต่อไปประเทศอื่นโดยเฉพาะ
สินค้าไทยกลุ่มไหนเข้าข่ายเพดานโซเดียม UAE
กลุ่มแรกที่ต้องปรับตัวก่อนคือขนมปัง เครื่องดื่มนมเติมน้ำตาล โยเกิร์ตและลาบันปรุงแต่งรส และขนมขบเคี้ยวรสเค็มอย่างแครกเกอร์ ถั่วปรุงรส เพรทเซล และขนมขบเคี้ยวแบบอัดขึ้นรูป ส่วนกลุ่มที่สองคือชีสแปรรูปทุกประเภท รวมถึงชีสสเปรด ถ้าคุณผลิตหรือส่งออกสินค้าในกลุ่มเหล่านี้ไปยูเออี ควรไล่เช็กทีละรายการว่าสูตรปัจจุบันอยู่เหนือเพดานหรือยัง
ตัวเลขที่น่าสนใจคือขนมปังที่ใช้สารทำให้ขึ้นฟู ระยะแรกกำหนดโซเดียมไม่เกิน 444 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม น้ำตาลไม่เกิน 6 กรัม ไขมันไม่เกิน 8.4 กรัม แล้วค่อย ๆ ลดลงจนถึงเกณฑ์สุดท้าย ส่วนเครื่องดื่มนมเติมน้ำตาลเพดานน้ำตาลเริ่มที่ 9.6 กรัม และลดเหลือ 8 กรัมในระยะสุดท้าย ขนมขบเคี้ยวรสเค็มอย่างแครกเกอร์ก็ลดจาก 696 มิลลิกรัมเหลือ 580 มิลลิกรัม ตัวเลขพวกนี้ไม่ได้มีไว้ให้จำ แต่มีไว้ให้เอาไปเทียบกับผลแล็บของสินค้าคุณเองก่อนส่งออกแต่ละล็อต
กรอบเวลาที่ผู้ส่งออกไทยต้องรู้
สินค้ากลุ่มแรกมีเวลาไม่เกิน 9 เดือนนับจากวันที่มติมีผลบังคับใช้ เพื่อปรับให้เข้าเกณฑ์ระยะแรก ส่วนชีสแปรรูปซึ่งเป็นกลุ่มสองมีเวลายาวกว่าคือไม่เกิน 2 ปี 3 เดือน แต่ทั้งสองกลุ่มต้องผ่านเกณฑ์สุดท้ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2573 เหมือนกัน นี่คือจุดที่ผู้ส่งออกไทยควรวางแผนล่วงหน้า เพราะการปรับสูตร การทดสอบแล็บ และการทำฉลากโภชนาการใหม่ ใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะพร้อมส่งออกจริง
สินค้าคงเหลือที่ผลิตหรือนำเข้าก่อนมติมีผลบังคับใช้ ยังขายต่อได้ไม่เกิน 1 ปี หรือจนกว่าสินค้าจะหมดอายุ แล้วแต่ว่าอะไรถึงก่อน หลังจากนั้นสินค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะขายในตลาดยูเออีไม่ได้อีก ถ้าคุณมีสต็อกค้างอยู่ที่ตัวแทนจำหน่ายหรือในโกดังปลายทาง ควรคุยกับผู้นำเข้าตั้งแต่ตอนนี้ว่าจะระบายสต็อกเดิมอย่างไรก่อนเส้นตายนี้มาถึง
ความเสี่ยงถ้าไม่ปรับตามเพดานโซเดียม UAE
ถ้าสินค้าของคุณเข้าข่ายกลุ่มเป้าหมายแต่ยังขายในยูเออีโดยไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด อาจถูกตักเตือน ปรับเงินตั้งแต่ 5,000 ถึง 500,000 ดีแรห์ม หรือประมาณไม่เกิน 5 ล้านบาท สั่งปิดสถานประกอบการไม่เกิน 6 เดือนและต่อเวลาได้ หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตหรือการอนุมัติ ความเสี่ยงนี้ไม่ได้ตกอยู่ที่โรงงานในยูเออีฝ่ายเดียว เพราะถ้าผู้นำเข้าถูกดำเนินการ สินค้าของคุณที่อยู่ระหว่างทางหรือในโกดังก็อาจถูกระงับการจำหน่ายไปด้วย
จุดที่ผู้ส่งออกไทยมักมองข้ามคือช่วงรอยต่อระหว่างสูตรเก่ากับสูตรใหม่ ถ้าคุณผลิตสินค้าล็อตใหม่โดยยังใช้สูตรเดิม แล้วเพิ่งมาพบว่าไม่ผ่านเกณฑ์ตอนสินค้าใกล้ถึงท่าเรือปลายทาง การแก้ไขตอนนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องผลิตใหม่ ทดสอบแล็บใหม่ และทำฉลากใหม่ทั้งหมด ซึ่งกระทบตารางส่งมอบที่คุยกับผู้นำเข้าไว้ล่วงหน้า
ช่องทางขอยกเว้นเพดานระยะแรก
มติฉบับนี้เปิดช่องให้ขอยกเว้นเพดานระยะแรกได้ ถ้าการปรับสูตรให้ผ่านเกณฑ์จะทำให้ต้องลดส่วนประกอบเป้าหมายมากกว่า 20% จากปริมาณเดิม แต่ต้องยื่นคำขอภายใน 30 วันนับจากวันที่มติมีผลบังคับใช้ พร้อมข้อมูลทางเทคนิค ฉลากโภชนาการที่ขึ้นทะเบียนไว้ และผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง และต้องให้คำมั่นว่าจะลดส่วนประกอบเป้าหมายอย่างน้อย 20% ภายในกรอบเวลาที่กำหนด
ข้อควรระวังคือการได้รับยกเว้นไม่ได้แปลว่าพ้นภาระในระยะยาว เพราะสุดท้ายทุกสินค้ายังต้องผ่านเกณฑ์สุดท้ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2573 เหมือนกันหมด การขอยกเว้นจึงเหมาะกับการซื้อเวลาปรับสูตรแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ทางออกถาวร
เช็กลิสต์ก่อนส่งสินค้าล็อตใหม่ไปยูเออี
ก่อนผลิตหรือส่งออกสินค้าล็อตใหม่ ควรไล่เช็กตามรายการนี้เพื่อลดความเสี่ยงที่สินค้าจะถูกตีกลับหรือระงับการจำหน่ายปลายทาง
- ตรวจว่าสินค้าของคุณอยู่ในกลุ่มที่เข้าข่ายเพดานโซเดียม UAE หรือไม่ และเป็นกลุ่มแรกหรือกลุ่มสอง
- เทียบค่าโซเดียม น้ำตาล และไขมันในสูตรปัจจุบันกับเพดานระยะแรกที่กำหนด
- วางแผนทดสอบแล็บกับห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง ให้เสร็จก่อนรอบผลิตจริง
- อัปเดตฉลากโภชนาการให้ตรงกับสูตรใหม่ และตรวจสอบว่าผู้นำเข้าขึ้นทะเบียนฉลากถูกต้อง
- คุยกับผู้นำเข้าเรื่องสต็อกเดิมที่ค้างอยู่ ว่าจะระบายให้หมดก่อนครบ 1 ปีหรือก่อนหมดอายุอย่างไร
- ถ้าต้องลดส่วนประกอบเกิน 20% ให้พิจารณายื่นขอยกเว้นภายใน 30 วันตามเงื่อนไข
สิ่งที่ควรคุยกับผู้นำเข้าตั้งแต่ตอนนี้
นอกจากเรื่องสูตรและเอกสาร ผู้ส่งออกไทยควรเปิดคุยกับผู้นำเข้าตรง ๆ ว่าสินค้าที่กำลังจะส่งล็อตต่อไปผ่านเกณฑ์ระยะแรกแล้วหรือยัง และผู้นำเข้าได้เตรียมเอกสารฉลากโภชนาการฝั่งเขาพร้อมหรือไม่ เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่สูตรสินค้า แต่อยู่ที่เอกสารฝั่งปลายทางที่ยังไม่อัปเดตตามเกณฑ์ใหม่ ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกันเรื่องเวลา สินค้าอาจตกค้างที่ด่านหรือถูกระงับจำหน่ายโดยไม่มีใครผิดทั้งคู่ แค่ข้อมูลไม่ตรงกัน
การวางแผนเรื่องนี้ควรทำคู่ขนานไปกับการวางแผนขนส่ง เพราะรอบการทดสอบแล็บ การทำฉลากใหม่ และรอบผลิต ล้วนมีผลต่อว่าสินค้าจะพร้อมส่งออกตรงตามกำหนดเดิมหรือต้องเลื่อน ถ้าคุณกำลังวางแผนส่งออกไปยูเออีในช่วงนี้ การเช็กเรื่องเพดานโซเดียม UAE ควรเป็นขั้นตอนแรกก่อนล็อกตารางขนส่งกับ ผู้ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ เพื่อให้ตารางผลิต ตารางแล็บ และตารางเรือหรือเครื่องบินสอดคล้องกัน
สรุปสิ่งที่ผู้ส่งออกไทยควรทำต่อ
เพดานโซเดียม UAE ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับผู้ผลิตอาหารแปรรูปไทยที่ส่งออกไปตลาดนี้อยู่แล้ว ยิ่งสินค้าของคุณอยู่ในกลุ่มขนมปัง เครื่องดื่มนม โยเกิร์ต ขนมขบเคี้ยว หรือชีสแปรรูป ยิ่งควรเริ่มเช็กสูตรและเอกสารตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอให้ใกล้เส้นตายแล้วค่อยแก้ไข เพราะการปรับสูตร ทดสอบแล็บ และทำฉลากใหม่ ใช้เวลามากกว่าที่หลายคนคิด ควรตรวจยืนยันรายละเอียดเกณฑ์ที่แน่นอนของแต่ละสินค้ากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้นำเข้าในยูเออีอีกครั้งก่อนตัดสินใจปรับสูตรหรือส่งสินค้าล็อตใหม่ เพราะรายละเอียดทางเทคนิคอาจมีการปรับปรุงเพิ่มเติมได้ ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ Department of International Trade Promotion (DITP) ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวด้านกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
Source: Department of International Trade Promotion (DITP)





