BLOG

Exporting Thai rice to the Philippines: Market signals and preparations before shipment.

ส่งออกข้าวไทยไปฟิลิปปินส์ สัญญาณตลาดและเอกสารที่ต้องเตรียม

ถ้าคุณส่งออกข้าวหรือกำลังมองหาตลาดใหม่ในอาเซียน การส่งออกข้าวไทยไปฟิลิปปินส์ยังเป็นเส้นทางที่มีความต้องการจริงอยู่ตลอดเวลา ฟิลิปปินส์มีประชากรกว่า 117 ล้านคน บริโภคข้าวเฉลี่ยคนละ 151 กิโลกรัมต่อปี แต่ผลิตได้เองแค่ประมาณ 12 ล้านตัน ขณะที่ต้องการถึง 17-18 ล้านตัน ช่องว่างนั้นต้องอาศัยการนำเข้าเติมทุกปี

ตัวเลขที่บอกว่าตลาดนี้ยังเปิดอยู่

ในช่วงมกราคมถึงเมษายน 2569 ฟิลิปปินส์นำเข้าข้าวรวม 1.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 18% ตัวเลขนี้บอกว่าความต้องการยังไม่ลดลง และตลาดยังดูดซับการนำเข้าได้อยู่ ไทยอยู่ในอันดับสองของซัพพลายเออร์ด้วยส่วนแบ่งประมาณ 6% แต่เวียดนามครองตลาดอยู่เกือบ 88% ซึ่งเป็นตัวเลขที่คุณต้องรับรู้ก่อนตัดสินใจ

ทำไมไทยยังแข่งได้แม้ราคาสูงกว่า

ข้าว Thai Hom Mali และ Thai Jasmine ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตมะนิลาที่ราคาสูงกว่าข้าวท้องถิ่นและข้าวเวียดนามอย่างชัดเจน ถุง 5 กิโลกรัมของ Thai Hom Mali อยู่ที่ราว 674 เปโซ ขณะที่ข้าวท้องถิ่นพรีเมียมอยู่ที่ 575 เปโซ ความต่างนี้บอกว่าผู้บริโภคฟิลิปปินส์บางกลุ่มยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อคุณภาพและกลิ่นหอมของข้าวไทย แต่กลุ่มนี้ไม่ใช่ตลาดมวลชน คุณต้องรู้ว่าตัวเองจะเล่นในช่องไหน

โครงสร้างตลาดหลังเปิดเสรีนำเข้า

ฟิลิปปินส์ยกเลิกระบบโควตาและเปิดให้เอกชนนำเข้าข้าวได้โดยตรงตั้งแต่ปี 2562 ผ่านกฎหมาย Rice Tariffication Act ช่องทาง G-to-G ที่เคยผ่าน NFA ถูกยกเลิกไปแล้ว ปัจจุบันผู้นำเข้าเอกชนต้องขอใบอนุญาตเองจาก Bureau of Plant Industry (BPI) ภายใต้กระทรวงเกษตร ซึ่งหมายความว่าคู่ค้าของคุณในฟิลิปปินส์ต้องมีใบอนุญาตนั้นอยู่ก่อน ถ้าเขาไม่มี ของคุณอาจค้างที่ท่าเรือได้

อัตราภาษีนำเข้าข้าวจากอาเซียนอยู่ที่ 35% ซึ่งไทยได้รับสิทธิ์นี้ในฐานะสมาชิก ASEAN ภาษีนอก MAV (350,000 ตัน) อยู่ที่ 50% ในทางปฏิบัติ ตัวเลขนี้กระทบต้นทุนปลายทางของผู้นำเข้าโดยตรง และส่งผลต่อราคาที่เขาจะยอมซื้อจากคุณ

เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนส่งออกข้าวไทยไปฟิลิปปินส์

นี่คือจุดที่หลายคนพลาดเพราะคิดว่าข้าวเป็นสินค้าง่าย แต่ฟิลิปปินส์มีมาตรการ SPS ที่เข้มงวดพอสมควร ของต้องออกจากประเทศต้นทางภายในวันที่กำหนดตามใบอนุญาต และต้องมาถึงปลายทางภายใน 60 วันนับจากวันที่ต้องจัดส่ง ถ้าช้ากว่านั้น อาจมีปัญหาที่ด่านได้

  • Sanitary and Phytosanitary Import Clearance (SPSIC) — ผู้นำเข้าต้องขอจาก BPI ก่อนสินค้าเดินทาง ตรวจสอบกับคู่ค้าว่าได้รับแล้วหรือยัง
  • ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D / ATIGA) — ใช้ขอสิทธิ์ภาษี ASEAN 35% แทนที่จะเสีย 40% หรือสูงกว่า
  • ผลการตรวจสารตกค้างและโลหะหนัก — ฟิลิปปินส์กำหนดให้ตรวจ microbiological parameters และสารปนเปื้อน ควรมีผลแล็บจากไทยแนบไปด้วย
  • Phytosanitary Certificate — ออกโดยกรมวิชาการเกษตร ยืนยันว่าสินค้าปลอดศัตรูพืช
  • Bill of Lading และ Packing List — ระบุน้ำหนักสุทธิ ชนิดข้าว และวันที่ส่งออกให้ชัดเจน เพราะ BPI ใช้ตรวจสอบกับใบอนุญาตนำเข้า
  • Certificate of Analysis (COA) — บางผู้นำเข้าขอเพิ่มเติมเพื่อยืนยันคุณภาพข้าวตรงตามสเปกที่ตกลงกัน

Risks that should be assessed before making a decision.

actionส่งออกข้าวไทยไปฟิลิปปินส์มีความเสี่ยงที่ต้องรับรู้ตรงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร

ประการแรกคือเรื่องราคา ข้าวไทยแพงกว่าเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าคู่ค้าของคุณแข่งในตลาดมวลชน เขาจะกดราคาหรือเปลี่ยนซัพพลายเออร์ได้ตลอด ประการที่สองคือเรื่องสต็อก ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ฟิลิปปินส์มีสต็อกข้าวรวม 2.35 ล้านตัน ลดลงจากเดือนก่อน ถ้าสต็อกต่ำลงเรื่อยๆ ความต้องการนำเข้าเร่งควรเช็กอาจเกิดขึ้น แต่ก็อาจมีการแข่งขันจากซัพพลายเออร์หลายประเทศพร้อมกัน ประการที่สามคือเรื่องกฎระเบียบที่อาจเปลี่ยน ฟิลิปปินส์เคยปรับนโยบายข้าวมาแล้วหลายครั้ง ควรติดตามประกาศจาก DA และ BPI อย่างสม่ำเสมอ

ช่องที่ข้าวไทยยังได้เปรียบ

ถ้าคุณส่งข้าวหอมมะลิหรือข้าวพรีเมียม ช่องทางซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารไทยในมะนิลายังเป็นพื้นที่ที่ข้าวไทยแข่งได้ด้วยคุณภาพ ไม่ใช่ราคา ร้านอาหารไทยในฟิลิปปินส์มีจำนวนเพิ่มขึ้น และกลุ่มนี้มักต้องการข้าวไทยโดยเฉพาะ ไม่ใช่ข้าวทดแทน ถ้าคุณมีคู่ค้าในช่องทางนี้ การรักษาความสม่ำเสมอของคุณภาพและการส่งมอบตรงเวลาจะสำคัญกว่าการแข่งราคา

ข้าวเหนียวก็เป็นอีกหนึ่งสินค้าที่น่าสนใจ ราคาขายปลีกในฟิลิปปินส์สูงกว่าข้าวทั่วไปชัดเจน และยังใช้ทำขนมหวานพื้นเมืองหลายชนิด ซึ่งเป็นความต้องการที่ค่อนข้างคงที่

สิ่งที่ควรคุยกับคู่ค้าก่อนปิดดีล

ก่อนที่คุณจะยืนยันออร์เดอร์ มีคำถามที่ควรถามคู่ค้าในฟิลิปปินส์ให้ชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงที่ปลายทาง

  • ใบอนุญาตนำเข้าจาก BPI ได้รับแล้วหรือยัง และมีผลถึงวันไหน
  • SPSIC ครอบคลุมปริมาณที่สั่งซื้อครบหรือเปล่า
  • ต้องการ COA หรือผลแล็บเพิ่มเติมนอกเหนือจากเอกสารมาตรฐานหรือไม่
  • ท่าเรือปลายทางที่ใช้คือที่ไหน และมีข้อกำหนดพิเศษสำหรับสินค้าเกษตรหรือเปล่า
  • Incoterms ที่ตกลงกันคืออะไร และใครรับผิดชอบค่าภาษีนำเข้า 35%

วางแผนการส่งอย่างไรให้ไม่มีปัญหาที่ด่าน

เงื่อนไขที่ฟิลิปปินส์กำหนดชัดเจนคือสินค้าต้องมาถึงภายใน 60 วันนับจากวันที่ต้องจัดส่งตามใบอนุญาต ถ้าคุณใช้เรือ feeder ผ่านสิงคโปร์หรือฮ่องกง ระยะเวลาขนส่งรวม transit อาจกินเวลา 10-20 วัน ขึ้นอยู่กับตารางเรือและท่าเรือปลายทาง ควรคำนวณ buffer ให้พอ และยืนยัน booking ก่อนที่ใบอนุญาตจะหมดอายุ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางขนส่งระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ คุณสามารถดูข้อมูลเบื้องต้นได้ที่ smeshipping.com เพื่อประกอบการวางแผน

actionส่งออกข้าวไทยไปฟิลิปปินส์ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป แต่ต้องเตรียมเอกสารให้ครบและสื่อสารกับคู่ค้าให้ชัดตั้งแต่ต้น เพราะถ้าเอกสารไม่ครบหรือสินค้ามาช้ากว่าที่ใบอนุญาตกำหนด อาจมีความเสี่ยงที่ด่านศุลกากรปลายทางได้

ที่มา: กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) รายงานสถานการณ์สินค้าข้าวในฟิลิปปินส์ ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 / USDA / Philippine Statistics Authority / Global Trade Atlas

ส่งออกข้าวไทยไป: เช็กเงื่อนไขก่อนตัดสินใจ

ส่งออกข้าวไทยไป ควรเริ่มจากการตรวจเอกสาร ต้นทุน และเงื่อนไขปลายทางให้ครบก่อนยืนยันราคา จากนั้นใช้ ส่งออกข้าวไทยไป เป็นหัวข้อคุยกับ buyer เพื่อยืนยันความรับผิดชอบและกำหนดเวลา

ก่อนส่งจริง ควรทบทวน ส่งออกข้าวไทยไป อีกครั้งกับพิกัดสินค้า เอกสาร และผู้รับผิดชอบปลายทาง เพราะรายละเอียดของ ส่งออกข้าวไทยไป อาจต่างกันตามตลาดและเงื่อนไขการค้า

For more official information, please check: Related sources of information

en_USEnglish