ถ้าคุณขายของออนไลน์ส่งตรงไปเนเธอร์แลนด์หรือประเทศใน EU แล้วเริ่มสังเกตว่าออเดอร์เดิมๆ ที่เคยปิดง่าย ตอนนี้ลูกค้าบ่นเรื่องราคาปลายทางที่แพงขึ้น หรือพัสดุใช้เวลานานกว่าปกติ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะ ภาษี EU อีคอมเมิร์ซ เพิ่งเปลี่ยนกติกาใหม่ทั้งระบบ และกำลังเปลี่ยนวิธีที่ร้านค้าเอเชียต้องส่งของเข้ายุโรปไปเลย
เรื่องนี้มีหัวข้อที่น่าสนใจคือ
- ทำไมพัสดุจากเอเชียเข้าเนเธอร์แลนด์ถึงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- กติกาใหม่ของ ภาษี EU อีคอมเมิร์ซ มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง
- ทำไมการส่งพัสดุตรงถึงผู้บริโภคแบบเดิมเริ่มไม่คุ้ม
- แนวทางปรับโมเดลขนส่งที่ธุรกิจเริ่มทำกันจริง
- เช็กลิสต์ที่ SME ไทยควรทำก่อนส่งล็อตถัดไป
สัญญาณที่เห็นจากตัวเลขจริง
ข้อมูลจาก PostNL ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุรายใหญ่ของเนเธอร์แลนด์รายงานว่า ปริมาณพัสดุอีคอมเมิร์ซจากเอเชียลดลงเกือบ 32% เทียบกับปีก่อน ขณะที่ฝั่งพัสดุที่ขนส่งภายในยุโรปผ่านแพลตฟอร์มกลับเพิ่มขึ้นกว่า 40% ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่าคนยุโรปซื้อของออนไลน์น้อยลง แต่บอกว่าเส้นทางที่สินค้าเดินทางเข้าถึงมือผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว
ข้อมูลจากกรมศุลกากรเนเธอร์แลนด์ยิ่งชัดกว่านั้น รายการสินค้าในใบขนแบบอีคอมเมิร์ซช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนลดลงถึง 70% ในขณะที่รายการนำเข้าแบบปกติเพิ่มขึ้น 43% นั่นหมายความว่าร้านค้าจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนจากส่งพัสดุทีละชิ้นตรงจากต่างประเทศ ไปเป็นนำเข้าสินค้าล็อตใหญ่เข้าคลังในยุโรปก่อน แล้วค่อยกระจายให้ลูกค้าทีหลัง
ภาษี EU อีคอมเมิร์ซ เปลี่ยนอะไรไปบ้าง
จุดเปลี่ยนสำคัญคือตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 EU ยกเลิกสิทธิยกเว้นอากรนำเข้าสำหรับสินค้ามูลค่าไม่เกิน 150 ยูโร ซึ่งเดิมเป็นช่องที่ทำให้พัสดุมูลค่าต่ำจากเอเชียเข้ายุโรปได้ง่ายและถูกกว่า แทนที่ด้วยอากรชั่วคราวอัตรา 3 ยูโรต่อประเภทสินค้าตามพิกัดศุลกากรในแต่ละรายการนำเข้า โดยคิดตามประเภทสินค้า ไม่ใช่ตามจำนวนชิ้นหรือจำนวนพัสดุ
อัตราชั่วคราวนี้จะใช้ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2571 ก่อนเปลี่ยนไปใช้อัตราอากรปกติตามประเภทสินค้าตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2571 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ EU จะเริ่มใช้ระบบข้อมูลศุลกากรกลาง หรือ EU Customs Data Hub เพื่อตรวจสอบและบริหารจัดการสินค้านำเข้าแบบรวมศูนย์มากขึ้น นี่คือเหตุผลที่ ภาษี EU อีคอมเมิร์ซ ไม่ใช่แค่เรื่องชั่วคราวที่รอให้ผ่านไป แต่เป็นทิศทางระยะยาวที่ธุรกิจต้องวางแผนรับมือ
ค่าธรรมเนียมใหม่ที่ร้านค้าไทยมักมองข้าม
นอกจากอากรนำเข้า ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 EU เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมดำเนินการทางศุลกากรเพิ่มอีก 2 ยูโรต่อรายการในใบขนสินค้า สำหรับสินค้าอีคอมเมิร์ซที่ส่งตรงจากนอก EU ถึงผู้บริโภคโดยตรง ครอบคลุมสินค้าทุกระดับมูลค่ารวมถึงสินค้าที่มูลค่าเกิน 150 ยูโรด้วย ค่าธรรมเนียมนี้แยกต่างหากจากอากรนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีอยู่เดิม
จุดที่ควรเช็กให้ชัดคือใครเป็นผู้มีหน้าที่ชำระค่าธรรมเนียมนี้ตามกฎหมาย คำตอบคือผู้ยื่นใบขนสินค้า ซึ่งอาจเป็นผู้จำหน่าย ผู้นำเข้า หรือผู้ดำเนินพิธีการศุลกากร ขึ้นอยู่กับรูปแบบการนำเข้าและโครงสร้างธุรกิจของแต่ละราย ถ้าคุณยังไม่เคยคุยกับ buyer หรือ fulfillment partner ฝั่งยุโรปให้ชัดเจนว่าใครรับผิดชอบส่วนนี้ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจมาเซอร์ไพรส์ตอนปิดบัญชีปลายเดือนแทน
ทำไมการส่งพัสดุตรงถึงผู้บริโภคเริ่มไม่คุ้มเหมือนเดิม
เมื่อก่อนร้านค้าไทยหลายรายใช้วิธีส่งพัสดุทีละชิ้นตรงจากไทยถึงมือลูกค้าในยุโรป เพราะต้นทุนต่ำและไม่ต้องมีคลังสินค้าปลายทาง แต่พอทั้งอากรนำเข้าและค่าธรรมเนียมศุลกากรต่อรายการเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ต้นทุนต่อพัสดุก็สูงขึ้นแบบสะสม ยิ่งพัสดุเล็กยิ่งมูลค่าต่ำ สัดส่วนต้นทุนศุลกากรต่อราคาสินค้าก็ยิ่งสูงตามไปด้วย
นี่คือเหตุผลที่ตัวเลขนำเข้าแบบล็อตใหญ่เพิ่มขึ้น ในขณะที่พัสดุรายชิ้นลดลง เพราะการนำเข้าสินค้าจำนวนมากครั้งเดียวแล้วเก็บไว้ในคลังสินค้าภายใน EU ก่อนค่อยกระจายตามคำสั่งซื้อ ช่วยกระจายต้นทุนศุลกากรต่อหน่วยให้ต่ำลง และลดความเสี่ยงเรื่องความล่าช้าที่ด่านศุลกากรต่อพัสดุแต่ละชิ้นด้วย
สิ่งที่ SME ไทยควรเริ่มเช็กตอนนี้
ก่อนจะปรับโมเดลธุรกิจ สิ่งแรกที่ต้องทำให้ชัดคือการจัดประเภทพิกัดศุลกากร หรือ HS code ของสินค้าที่คุณขาย เพราะอากรชั่วคราวคิดตามประเภทสินค้าตามพิกัด ถ้าจัดประเภทผิดหรือไม่ชัดเจน อาจกระทบการประเมินต้นทุนและมีความเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบเพิ่มเติม
เรื่องต่อมาคือลองพิจารณาว่าการนำเข้าแบบรวมล็อตเข้าคลังในยุโรป แล้วค่อยกระจายสินค้าให้ลูกค้าปลายทาง เหมาะกับสินค้าของคุณหรือไม่ โมเดลนี้อาจไม่เหมาะกับทุกธุรกิจ โดยเฉพาะถ้าสินค้าของคุณมีความหลากหลายของ SKU สูงหรือออเดอร์ไม่สม่ำเสมอ แต่ถ้าสินค้าขายดีต่อเนื่องและมีปริมาณพอสมควร การรวมล็อตอาจช่วยลดความเสี่ยงเรื่องต้นทุนที่ไม่แน่นอนต่อพัสดุ
อีกจุดที่สำคัญคือต้องตกลงกับคู่ค้าหรือ buyer ให้ชัดว่าใครเป็นผู้ยื่นใบขนและรับผิดชอบค่าธรรมเนียม 2 ยูโรต่อรายการ รวมถึงอากรนำเข้าที่เกิดขึ้น เพราะถ้าไม่ตกลงกันล่วงหน้า อาจเกิดความเข้าใจผิดเรื่องราคาที่ตกลงกันไว้ในสัญญาซื้อขาย
เช็กลิสต์ก่อนส่งของเข้า EU ในสถานการณ์ใหม่
- ตรวจสอบพิกัดศุลกากร HS code ของสินค้าทุกรายการให้ตรงกับที่ใช้ยื่นจริง
- คำนวณต้นทุนอากรชั่วคราวแบบ 3 ยูโรต่อประเภทสินค้า เทียบกับราคาขายจริง
- สอบถาม buyer หรือ fulfillment partner ว่าใครเป็นผู้ยื่นใบขนและจ่ายค่าธรรมเนียม 2 ยูโร
- พิจารณาความคุ้มค่าของการนำเข้าล็อตใหญ่เข้าคลังในยุโรปเทียบกับส่งพัสดุรายชิ้น
- ตรวจสอบใบกำกับสินค้าและมูลค่าที่แจ้งให้ตรงกับรายการจริงเพื่อลดความเสี่ยงจากการแจ้งข้อมูลผิดพลาด
- ติดตามประกาศจาก Douane หรือหน่วยงานศุลกากรปลายทางเป็นระยะ เพราะกติกาอาจมีการปรับเพิ่มเติม
มองไปข้างหน้าแบบไม่ประมาท
เรื่องนี้ไม่ใช่สัญญาณว่าตลาดยุโรปปิดประตูให้สินค้าจากเอเชีย เพราะข้อมูลเองก็ชี้ว่าความต้องการซื้อของออนไลน์ยังไม่ได้ลดลงในสัดส่วนเดียวกับพัสดุที่ลดลง เพียงแต่วิธีที่สินค้าต้องเดินทางไปถึงผู้บริโภคเปลี่ยนรูปแบบไป จากการส่งตรงทีละชิ้นเป็นการบริหารคลังสินค้าและโลจิสติกส์ที่ซับซ้อนขึ้น
สิ่งที่ควรทำตอนนี้ไม่ใช่การรีบเปลี่ยนทุกอย่างในทันที แต่คือการนั่งคำนวณต้นทุนจริงของสินค้าแต่ละตัวภายใต้กติกาใหม่ แล้วเทียบกับโมเดลขนส่งที่ใช้อยู่ ถ้าต้นทุนศุลกากรเริ่มกินกำไรมากเกินไป นั่นคือสัญญาณว่าถึงเวลาต้องคุยกับคู่ค้าและพาร์ทเนอร์โลจิสติกส์เรื่องปรับรูปแบบการส่งของ คุณสามารถศึกษาข้อมูลพื้นฐานเรื่องการวางแผนขนส่งระหว่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ https://smeshipping.com/ เพื่อประกอบการตัดสินใจ และควรตรวจสอบรายละเอียดกติกาล่าสุดจากเว็บไซต์ Department of International Trade Promotion ควบคู่กันไปด้วย เพราะรายละเอียดของอัตราอากรและค่าธรรมเนียมอาจมีการปรับปรุงเพิ่มเติมตามประกาศของ EU
Source: Department of International Trade Promotion (DITP)





